Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 66 หน้าที่ 269

เล่ม มมร. 66 หน้า 269 ข้อ 699
บทว่า วิรโต จเร เป็นผู้เว้นแล้ว จึงประพฤติ คือ เป็นผู้เว้นแล้ว จากความหมดจดและความไม่หมดจด พึงปฏิบัติ. บทว่า สนฺติมนุคฺคหาย คือ ไม่ยึดถือทิฏฐิ. บทว่า กณฺหํ กณฺหวิปากํ กรรมดำมีผลดำ คือ อกุศลกรรมให้ผล เป็นอกุศลวิบาก. บทว่า สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ กรรมขาวมีผลขาว คือ กุศล เป็นโลกิยะให้ผลขาว เช่นเดียวกับด้วยตน. บทว่า นิยามาวกฺกนฺตึ คือ ปรารถนาเข้าสู่อริยมรรค. บทว่า เสกฺขา คือ พระเสขะ ๗ จำพวก. บทว่า อคฺคธมฺมํ คือ ธรรมสูงสุด ได้แก่อรหัตผล. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงการกำจัดวาทะอันหมดจด ด้วยการสำรวมในศีลอุดม ภายนอกจากนี้อย่างนี้ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น และการปฏิบัติของพระอรหันต์ผู้ละศีลและพรตแล้ว บัดนี้เพื่อทรงแสดง วาทะอันบริสุทธิ์ภายนอกโดยประการอื่น จึงตรัสคาถานี้ว่า ตมูปนิสฺสาย พวกสมณพราหมณ์อาศัยตบะนั้น ดังนี้เป็นต้น. บทนั้นมีความดังนี้ มีสมณพราหมณ์แม้พวกอื่นอาศัยตบะที่เกลียด ชังนั้น หรืออาศัยอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดารูปที่เห็นอันหมดจดเป็นต้น เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้าด้วยอกิริยทิฏฐิ ยังไม่ปราศจาก ตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด. บทว่า ตโปชิคุจฺฉวาทา มีวาทะเกลียดชังตบะ คือ สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย มีวาทะละอายต่อบาปด้วยทำความเพียรมีทรมานร่างกายเป็นต้น. บทว่า ตโปชิคุจฺฉสารา มีความเกลียดชังตบะเป็นสาระ คือมี
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka