Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 66 หน้าที่ 270

เล่ม มมร. 66 หน้า 270 ข้อ 699
ความละอายด้วยตบะนั้นเป็นสาระ. บทว่า อุทฺธํสราวาทา คือ กล่าวความ หมดจดด้วยสงสาร. อธิบายว่า เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาอย่างนี้ ยังกล่าวถึงความหมดจด แม้ผู้ใดสำคัญตนว่าถึงความหมดจดแล้ว เมื่อ ผู้นั้นยังปรารถนาวัตถุนั้น ๆ ในภพน้อยภพใหญ่ เพราะยังไม่ปราศจาก ตัณหา ย่อมมีความอยากได้อยู่บ่อย ๆ นั่นเอง. จริงอยู่ ตัณหาที่บุคคลเสพ เป็นอาจิณ ย่อมเพิ่มความทะเยอทะยานหนักขึ้น ไม่เพียงความอยากอย่าง เดียว แม้ความหวั่นไหวก็ย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดไว้แล้ว. ท่านอธิบายว่า แม้ความหวั่นไหวก็ย่อมมี ในเพราะวัตถุที่กำหนดไว้ ด้วยตัณหาและทิฏฐิ. พึงเชื่อมความแห่งคาถานี้ว่า การจุติและอุปบัติ ต่อไป ไม่มีแก่ภิกษุใดในศาสนานี้ เพราะปราศจากตัณหาแล้วในภพน้อย และภพใหญ่ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร พึงชอบใจในที่ไหน ดังนี้. บทว่า อาคมนํ คือ มาบ่อย ๆ. บทว่า คมนํ คือ ไปในภพอื่น จากภพนี้. บทว่า คมนาคมนํ ไปและมา คือไปจากนี้แล้วกลับมาอีก. บทว่า กาลํ คือ ความตาย. บทว่า คติ คือ ควรไปตามคติด้วย อำนาจแห่งการไป. บทว่า ยมาหุ ธมฺมํ สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็น เยี่ยมดังนี้. เป็นคาถาถาม. เพราะในวาทะเหล่านี้วาทะจริงไม่มีแม้แต่อย่าง เดียว เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นพูดเพียงแต่เห็นอย่างเดียว ฉะนั้น บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อน ว่า สกํ หิ ธรรมของตนบริบูรณ์ ดังนี้เป็นต้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka