บุคคลอื่นพึงแนะนำ. บทว่า ปจฺจตฺตเมว คือ เฉพาะตัวเท่านั้น. อนึ่ง
โดยตรงกันข้าม ผู้ใดชื่อว่า เป็นสมณพราหมณ์ เพราะลอยบาปได้แล้ว
พึงทราบคาถาว่า ญาณอันบุคคลอื่นแน่ะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์นั้น.
บทนั้นมีความดังนี้ ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ ย่อมไม่มีแก่
พราหมณ์ เพราะเป็นผู้เห็นชอบแล้วโดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง
ไม่เที่ยงดังนี้ แม้ความตัดสินใจแล้วยึดมั่นในธรรม คือทิฏฐิทั้งหลายว่า
นี้เท่านั้นจริงดังนี้ก็ไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงก้าวล่วง
เสียแล้วซึ่งความทะเลาะกันด้วยทิฏฐิ เพราะพราหมณ์นั้นย่อมไม่เห็นธรรม
อื่นโดยความเป็นธรรมประเสริฐ นอกจากสติปัฏฐานเป็นต้น.
บทว่า น ปรเนยฺโย คือ พราหมณ์ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นแนะนำ คือให้รู้.
บทว่า ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย คือ ไม่เชื่อผู้อื่น. บทว่า น ปรปฏิพทฺธคู
คือ ไม่ดำเนินเนื่องด้วยผู้อื่น.
พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ชานามิ เราย่อมรู้ดังนี้
เป็นต้นต่อไป. เพราะพราหมณ์ชั้นเยี่ยม (ปรมัตถพราหมณ์) ย่อมไม่เห็น
ธรรมอื่น โดยความเป็นธรรมประเสริฐอย่างนี้ก่อน ส่วนเดียรถีย์พวกอื่น
รู้อยู่ด้วยปรจิตตญาณ (ญาณรู้ใจผู้อื่น) เป็นต้น แม้เห็นอยู่ แม้กล่าวอยู่
อย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นความหมดจดนี้เป็นของจริง ชื่อว่าย่อมเห็นความ
หมดจดด้วยทิฏฐิ. เพราะเหตุไร. เพราะบรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้นหาก
ว่าแม้สมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้ได้เห็นเนื้อความ
ตามเป็นจริงด้วยปรจิตตญาณเป็นต้นนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็น
นั้นของสมณพราหมณ์นั้นเล่า จะทำอะไรได้เล่า จะกำหนดรู้ทุกข์ให้สำเร็จ
ได้อย่างไรเล่า หรือว่าพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ล่วงอริยมรรคแม้โดยประการ