Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 41

เล่ม มมร. 67 หน้า 41 ข้อ 99
สติอาศัยเสมอ ๆ ซึ่งคติแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรมทั้งหลายอันประกอบ ด้วยวิปัสสนา เป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น. บทว่า โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย อธิบายว่า เรากล่าวสตินั่นแล ว่าเป็นธรรมเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย. บทว่า ปญฺาเยเต ปิถิยฺยเร กระแสเหล่านั้นอันปัญญาย่อมปิดกั้นไว้ คือกระแสเหล่านี้อันมรรคปัญญา ที่สำเร็จด้วยการแทงตลอดความเป็นของไม่เที่ยงในรูปเป็นต้น ปิดกั้นไว้ โดยประการทั้งปวง. บทว่า ปจฺฉิชฺชนฺติ คือ ตัดขาด. บทว่า สมุทยญฺจ ความเกิด คือปัจจัย. บทว่า อตฺถงฺคมญฺจ ความดับ คือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ถึงความไม่มี หรือเมื่อยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิด. บทว่า อสฺสาทํ ความ พอใจ คืออานิสงส์. บทว่า อาทีนญฺจ คือโทษ. บทว่า นิสฺสรณญฺจ คือ อุบายเป็นเครื่องออกไป. พึงทราบความแห่งคาถาที่เป็นปัญหาว่า ปญฺาเจว ดังนี้เป็นต้น ต่อไป. พึงทราบความสังเขปอย่างนี้ว่า ปัญญา สติ และนามรูป ตามที่ พระองค์ตรัสไว้แล้วทั้งหมดนั้น ย่อมดับไป ณ ที่ไหน. ขอพระองค์จงตรัส บอกปัญหาที่ข้าพระองค์ทูลถามเถิด. บทว่า กตฺเถตํ นิรุชฺฌติ คือ นาม- รูปนั้นดับ ณ ที่ไหน. บทว่า วูปสมติ คือ ย่อมดับ. บทว่า อตฺถงฺคจฺฉติ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือถึงความไม่มี. บทว่า ปฏิปสฺสมฺภติ ย่อม ระงับ คือย่อมสงบ. อนึ่ง พึงทราบคาถาวิสัชนาปัญหาของอชิตมาณพนั้นต่อไป. เพราะ ปัญญาและสติสงเคราะห์เข้าเป็นนามเท่านั้น ฉะนั้น จะไม่กล่าวถึงปัญญา และสติไว้ต่างหาก. ความย่อในบทวิสัชนานี้มีดังนี้. ดูก่อนอชิตะ ท่าน ได้ถามปัญหาข้อใดกะเราว่า นามรูปนั้นย่อมดับ ณ ที่ไหน เพราะเหตุนั้น
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka