Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 47

เล่ม มมร. 67 หน้า 47 ข้อ 99
ไม่ได้ เหมือนไฟหมดเชื้อฉะนั้น. บทว่า จริมวิญฺาณสฺส นิโรเธน เพราะดับวิญญาณดวงสุดท้าย คือเพราะดับลมหายใจเข้าออกในเบญจขันธ์ นี้. จริมะ (สุดท้าย) มี ๓ คือ ภวจริมะ, ฌานจริมะ, จุติจริมะ. ในบรรดาภพทั้งหลาย ลมหายใจเข้าออกย่อมเป็นไปในกามภพ ไม่เป็น ไปในรูปภพและอรูปภพ ฉะนั้น ลมอัสสาสปัสสาสะ นั้น จึงชื่อว่า ภวจริมะ. ในฌานทั้งหลาย ลมหายใจเข้าออกย่อมเป็นไปใน ๓ ฌานต้น ไม่เป็นไปในฌานที่ ๔ เพราะฉะนั้น ลมอัสสาสปัสสาสะจึงชื่อว่า ฌาน- ภวจริมะ. อนึ่ง ธรรมเหล่าใดเกิดพร้อมกับจิตที่ ๑๖ ก่อนหน้าจุติจิต ธรรม เหล่านั้นย่อมดับไปพร้อมกับจุติจิต นี้ชื่อว่า จุติจริมะ. จุติจริมะนี้ประสงค์ เอาว่า จริมะ ในที่นี้. พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวก ทั้งหลาย โดยที่สุดแม้แต่มดดำมดแดงทั้งหมด ย่อมกระทำกาละด้วย ภวังคจิตนั่นแหละ อันเป็นอัพยากฤต เป็นทุกขสัจเหมือนกันหมด. เพราะฉะนั้น คำว่า จริมวิญฺาณสฺส นิโรเธน เพราะดับวิญญาณดวง สุดท้าย จึงหมายถึงเพราะดับจุติจิต. พึงกำหนดเอาอรูปขันธ์ ๔ ด้วยบทเหล่านี้ คือ ปญฺา จ สติ จ นามญฺจ ปัญญา สติ และนาม. พึงกำหนดเอามหาภูตรูป ๔ และ อุปาทายรูป ๒๔ ด้วยบทนี้ว่า รูปญฺจ ดังนี้. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงอุบายการดับนามรูป นั้น จึงตรัสว่า เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนี้จึงดับ ณ ที่นี้. บทเหล่านั้น บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่ จริมวิญญาณบ้าง อภิสังขาร- วิญญาณบ้าง. เพราะละและดับอภิสังขารวิญญาณ นามและรูปนี้จึงดับ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka