เป็นแน่ จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบ
แล้ว.
[๑๘๕] คำว่า เอตํ ในอุเทศว่า " เอตาภินนฺทามิ วโจ
มเหสิโน " ดังนี้ ความว่า ถ้อยคำ ทางถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิของ
พระองค์.
คำว่า อภินนฺทามิ ความว่า ย่อมยินดี คือ ชอบใจ เบิกบาน
อนุโมทนา ปรารถนา พอใจ ขอประสงค์ รักใคร่ ติดใจ.
คำว่า มเหสิโน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา
ค้นหา ศีลขันธ์ใหญ่ ฯ ล ฯ พระนราสภประทับที่ไหน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของพระองค์ ผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่.
[๑๘๖] คำว่า สุกิตฺติตํ ในอุเทศว่า " สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ "
ดังนี้ ความว่า อันพระองค์ตรัสแล้ว คือ ตรัสบอก ... ทรงประกาศแล้ว
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตรัสดีแล้ว.
กิเลสทั้งหลายก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ท่านกล่าวว่า อุปธิ
ในอุเทศว่า " โคตม นูปธีกํ " เป็นธรรมที่ละอุปธิ คือ เป็นที่สงบอุปธิ
ที่สละคืนอุปธิ ที่ระงับอุปธิ อมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่
พระโคดม ... ตรัสดีแล้ว เป็นธรรมไม่มีอุปธิ.
[๑๘๗] คำว่า อทฺธา ในอุเทศว่า " อทฺธา หิ ภควา ปหาสิ
ทุกฺขํ " ดังนี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่มี
ความสงสัย เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่มีความเคลือบแคลง เป็นเครื่องกล่าว
โดยไม่เป็นสองแง่ เป็นเครื่องกล่าวแน่นอน เป็นเครื่องกล่าวไม่ผิด.