Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 185

เล่ม มมร. 67 หน้า 185 ข้อ 241
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป. บทว่า น อีหามิ เราไม่อาจ คือไม่ทำความขวนขวาย. บทว่า น สมิหามิ ไม่สามารถ คือไม่ทำความขวนขวายยิ่ง. บทว่า อสฺสทฺเธ ปุคฺคเล กะบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา คือกะบุคคลผู้ปราศจากศรัทธาในพระ- รัตนตรัย. บทว่า อจฺฉนฺทิเก ผู้ไม่มีฉันทะ คือปราศจากความชอบใจ เพื่อมรรคผล. บทว่า กุสีเต ผู้เกียจคร้าน คือผู้ปราศจากสมาธิ. บทว่า หีนวีริเย ผู้มีความเพียรเลว คือผู้ไม่มีความเพียร. บทว่า อปฺปฏิปชฺช- มาเน ผู้ไม่ปฏิบัติตาม คือไม่ปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติ. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โธตกะพอใจ เมื่อจะ สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลวิงวอนขอคำสั่งสอน จึงกล่าวคาถามี อาทิว่า อนุสาส พฺรหฺเม ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺเม นี้ เป็นคำแสดงถึงพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ว่าเป็นผู้ประเสริฐ. ด้วยเหตุนั้น โธตกะเมื่อจะทูลกะพระผู้มี พระภาคเจ้า จึงทูลว่า อนุสาส พฺรหฺเม ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ขอ พระองค์จงทรงพร่ำสอน. บทว่า วิเวกธมฺมํ ธรรมอันสงัด ได้แก่ธรรม คือนิพพานอันสงัดจากสังขารทั้งปวง. บทว่า อพฺยาปชฺชมาโน คือ ไม่ขัดข้องมีประการต่าง ๆ. บทว่า อิเธว สนฺโต เป็นผู้สงบในที่นี้นี่แหละ คือมีอยู่ในที่นี้. บทว่า อสิโต คือ ไม่อาศัยแล้ว. สองคาถาต่อจากนี้ไป มีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในเมตตคูสูตรนั่นเอง ความต่างกันมีอยู่อย่างเดียวในเมตตคูสูตรนั้นว่า ธมฺมํ อิธ สนฺตึ ธรรม มีอยู่ในที่นี้ดังนี้. แม้ในคาถาที่ ๓ กึ่งคาถาก่อน ก็มีนัยดังกล่าวแล้วใน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka