Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 206

เล่ม มมร. 67 หน้า 206 ข้อ 280
พึงข้ามโอฆะ ๔ อย่าง ตามสมควรแห่งวิปัสสนาอันเป็นไปแล้ว จำเดิม แต่นั้น. บทว่า กถาหิ คือ จากความสงสัย. บทว่า ตณฺหกฺขยํ รตฺต- มหาภิปสฺส จงพิจารณาดูความสิ้นไปแห่งตัณหาตลอดคืนและวัน คือ จงพิจารณาดูทำนิพพานให้แจ้งตลอดคืนและวัน. ด้วยบทนี้ พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสถึงสุขวิหารธรรมในปัจจุบันแก่พราหมณ์นั้น. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป. บทว่า ตญฺเว วิญฺาณํ อภาเวติ ไม่ยังวิญญาณนั้นนั่นแลให้ เจริญ คือ กระทำอากาสานัญจายตนะนั้นให้เป็นที่ยึดเหนี่ยว แล้วไม่ยัง วิญญาณอันเป็นมหัคคตะอันเป็นไปแล้วให้เจริญ คือ ให้ถึงความไม่มี. บทว่า วิภาเวติ ให้เป็นแจ้ง คือ ให้ถึงความไม่มีหลาย ๆ อย่าง. บทว่า อนฺตรธาเปติ ให้หายไป คือให้ถึงความไม่เห็น. บทว่า นตฺถิ กิญฺจีติ ปสฺสติ เห็นว่า ไม่มีอะไร คือ เห็นว่า ไม่มี โดยที่สุดแม้เพียงความแตก ดับของเราเอง. บัดนี้ อุปสีวมาณพสดับแล้วว่า กาเม ปหาย ละกามทั้งหลาย เมื่อพิจารณาเห็นกามทั้งหลายที่ตนละแล้วด้วยการข่มไว้ จึงกล่าวคาถา มีอาทิว่า สพฺเพสุ ในกามทั้งปวงดังนี้. บทว่า หิตฺวมญฺํ ละสมาบัติอื่น คือ ละสมาบัติ ๖ อย่างอื่นเบื้องต่ำ จากนั้น. บทว่า สญฺาวิโมกฺเข ปรเม น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ อย่างยิ่ง ได้แก่ ในสัตตสัญญาวิโมกข์ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ อันสูงสุด. บทว่า ติฏฺเ นุ โส ตตฺถ อนานุยายี คือ บุคคลนั้นไม่ หวั่นไหวพึงดำรงอยู่ในอากิญจัญญายตนพรหมโลกนั้นหรือหนอ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka