[๒๘๖] ดูก่อนนันทะ ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวบุคคลผู้
ประกอบด้วยทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ ว่าเป็นมุนี เรา
ย่อมกล่าวว่า ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มี
ทุกข์ ไม่มีความหวังเที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี.
[๒๘๗] คำว่า น ทิฏฺิยา ในอุเทศว่า น ทิฏิยา น สุติยา น
าเณน ดังนี้ ความว่า ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวด้วยความหมดจดด้วย
ความเห็น.
คำว่า น สุติยา ความว่า ไม่กล่าวด้วยความหมดจด ด้วยการฟัง.
คำว่า น าเณน ความว่า ไม่กล่าวแม้ด้วยญาณ อันสัมปยุตด้วย
สมาบัติ ๘ ไม่กล่าวด้วยญาณอันผิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมไม่กล่าว
บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ.
[๒๘๘] คำว่า กุสลา ในอุเทศว่า มุนีธ นนฺท กุสลา วทนฺติ
ดังนี้ ความว่า ท่านผู้ฉลาดในขันธ์ ท่านผู้ฉลาดในธาตุ ท่านผู้ฉลาดใน
อายตนะ ท่านผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ท่านผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ท่าน
ผู้ฉลาดในสัมมปปธาน ท่านผู้ฉลาดในอิทธิบาท ท่านผู้ฉลาดในอินทรีย์
ท่านผู้ฉลาดในพละ ท่านผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ท่านผู้ฉลาดในมรรค ท่าน
ผู้ฉลาดในผล ท่านผู้ฉลาดในนิพพาน ท่านผู้ฉลาดเหล่านั้น ย่อมไม่
กล่าว ... ผู้ประกอบด้วยความหมดจดด้วยความเห็น ด้วยความหมดจด
ด้วยการฟัง ด้วยความหมดจดด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ หรือ
ด้วยญาณอันผิด ว่าเป็นมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนนันทะ ท่าน
ผู้ฉลาด ย่อมไม่กล่าว ... ว่าเป็นมุนี.
[๒๘๙] คำว่า เราย่อมกล่าวชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็น
ผู้ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี ความ