Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 218

เล่ม มมร. 67 หน้า 218 ข้อ 296 297
ทิฏฐิของตน ในความควรของตน ในความชอบใจของตน ในลัทธิ ของตน. คำว่า ยตา ความว่า สำรวม สงวน คุ้มครอง รักษา ระวัง. คำว่า เที่ยวไป ความว่า เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า (ข้าแต่พระผู้มี- พระภาคเจ้า) สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สำรวมแล้วประพฤติอยู่ในทิฏฐิ นั้น. . . บ้างหรือ. [๒๙๖] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ . . . ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติ และชรา ความว่า ได้ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็น ไปล่วงแล้วซึ่งชาติชราและมรณะ. คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า มาริส นี้ เป็น เครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์. . . ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา. [๒๙๗] คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ในอุเทศว่า ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูล ให้ประสาทซึ่งปัญหานั้นว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัส . . . จงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์โปรดตรัส บอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์เถิด เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka