Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 245

เล่ม มมร. 67 หน้า 245 ข้อ 345
สกํ รุจึ คือ ความชอบใจของตน. บทว่า วิตกฺกวฑฺฒนํ ยังความตรึก ให้เจริญ คือยังวิตกมีกามวิตกเป็นต้นให้เกิดขึ้น คือให้เป็นไปบ่อย ๆ. บทว่า สงฺกปฺปวฑฺฒนํ คือ ยังความดำริมีความดำริถึงกามเป็นต้นให้เจริญ. สองบทเหล่านั้น ท่านกล่าวรวมวิตกทั้งหมด. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงกามวิตกเป็นต้น โดยสรุป จึงทรงแสดงวิตกทั้งหลาย ๙ อย่างโดยนัยมีอาทิว่า กามวิตกฺก- วฑฺฒนํ ยังกามวิตกให้เจริญ ดังนี้. บทว่า ตณฺหานิคฺฆาตนํ เป็นเครื่อง กำจัดตัณหา คือยังตัณหาให้พินาศ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงบอกธรรมนั้นแก่เหมก- มาณพนั้น จึงตรัสสองคาถาว่า อิธ ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า เอตทญฺาย เย สตา พระขีณาสพเหล่าใด รู้ทั่วถึงบทนิพพานนั้นแล้วเป็นผู้มีสติ คือพระขีณาสพเหล่าใดรู้เห็นแจ้งถึง บทนิพพานนั้นอันไม่จุติแล้วโดยนัยมีอาทิว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงดังนี้โดยลำดับ เป็นผู้มีสติด้วยกายานุปัสสนา- สติปัฏฐานเป็นต้น. บทว่า ทิฏฺธมฺมาภินิพฺพุตา มีธรรมอันเห็นแล้วดับ แล้ว คือ ชื่อว่ามีธรรมอันเห็นแล้ว เพราะเป็นผู้รู้แจ้งธรรม และชื่อว่า ดับแล้ว เพราะดับกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอด คือ พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวแล้วในก่อน นั่นแล. จบอรรถกถาเหมกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๘
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka