Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 405

เล่ม มมร. 67 หน้า 405 ข้อ 510
บทว่า รูเป สาโร น ลพฺภติ ใคร ๆ ย่อมไม่ได้แก่นสารในรูป คือ ไม่ได้สาระในรูปว่าเป็นของเที่ยงเป็นต้น. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. บทว่า รูปํ อสฺสารํ นิสฺสารํ คือ รูปไม่มีแก่นสารและไร้แก่น สาร. บทว่า สาราปคตํ คือ ปราศจากสาระ. บทว่า นิจฺจสารสาเรน วา โดยสาระว่าความเที่ยงเป็นแก่นสาร คือโดยสาระว่าเที่ยงเป็นไปเพราะก้าว- ล่วงภังคขณะ ไม่มีสาระโดยสาระว่าเที่ยง เพราะไม่มีความเที่ยงอะไร ๆ. บทว่า สุขสารสาเรน วา โดยสาระว่าเป็นสุขเป็นแก่นสาร คือโดยสาระว่า เป็นสุขเป็นแก่นสาร เพราะไม่มีสาระว่าเป็นสุขอะไร ๆ ก้าวล่วงซึ่งสุขใน ฐิติขณะ. บทว่า อตฺตสารสาเรน วา โดยสาระว่าตนเป็นแก่นสาร คือ โดยสาระว่าตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนว่าเป็นแก่นสาร. บทว่า นิจฺเจน วา โดยความเที่ยง คือโดยความเที่ยง เพราะไม่มีความเที่ยงอะไร ๆ เป็นไป เพราะก้าวล่วงภังคะ. บทว่า ธุเวน วา โดยความยั่งยืน คือโดยความยั่งยืน เพราะไม่มีอะไร ๆ เป็นความยั่งยืนแม้ในเวลามีอยู่ ก็เพราะอาศัยปัจจัยจึง เป็นไปได้. บทว่า สสฺสเตน วา โดยความมั่นคง คือโดยความมั่นคง เพราะไม่มีอะไร ๆ ที่ขาดไปจะมีอยู่ได้ตลอดกาล. บทว่า อวิปริณาม- ธมฺเมน วา โดยมีความไม่แปรปรวนไปเป็นธรรมดา คือโดยมีความไม่ แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เพราะไม่มีอะไร ๆ ที่จะไม่แปรปรวนไปเป็น ปกติ ด้วยอำนาจแห่งความแก่และความตาย. บทว่า จกฺขุ สุญฺํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา จักษุสูญจากตน หรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน คือสูญจากตนที่กำหนดไว้อย่างนี้ว่า ผู้ทำ ผู้ เสวยเข้าไปอยู่เอง และจากบริขารอันเป็นของตน เพราะความไม่มีตน นั่นเอง. อธิบายว่า ทั้งหมดเป็นธรรมชาติมีอยู่ในโลกมีจักษุเป็นต้น
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka