Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 410

เล่ม มมร. 67 หน้า 410 ข้อ 510
พระพุทธเจ้าก็เป็นทั้งพระอริยะเป็นทั้งสัปบุรุษ. พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี ก็เป็นทั้งพระอริยะ เป็นทั้งสัปบุรุษ. ดังที่ ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ใดแล เป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นนักปราชญ์ เป็น กัลยาณมิตร และเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง กระทำกิจ ของผู้ได้รับทุกข์โดยเคารพ บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมกล่าว ผู้นั้นว่า เป็นสัปบุรุษ. จริงอยู่ พระสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านกล่าวด้วยบทเพียงเท่านี้ ว่า เป็นกัลยาณมิตร และเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง. พระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งหลาย ท่านกล่าวด้วยความเป็นผู้มีกตัญญูเป็นต้น. บัดนี้พึงทราบว่า ผู้มีปกติไม่เห็นพระอริยะเหล่านั้นและไม่ทำกรรมดี ในการเห็น เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย. ผู้ไม่เห็นนั้นมี ๒ อย่าง คือไม่เห็นด้วยจักษุ ๑ ไม่เห็นด้วยญาณ ๑. ในความเห็นทั้งสองอย่างนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาการไม่ได้เห็นด้วย ญาณ. จริงอยู่ พระอริยะทั้งหลายแม้เห็นด้วยมังสจักษุก็ดี ด้วยทิพยจักษุ ก็ดี ยังไม่ชื่อว่าเห็น เพราะพระอริยะเหล่านั้นถือเอา (การเห็น) เพียงสี ด้วยจักษุ เพราะไม่เป็นอารมณ์ของความเป็นพระอริยะ. แม้สุนัขบ้านและ สุนัขจิ้งจอกเป็นต้น ย่อมเห็นพระอริยะด้วยจักษุ แต่สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า ไม่เห็นพระอริยะ. ในเรื่องนี้มีเรื่องราวดังต่อไปนี้. มีเรื่องเล่าว่า อุปัฏฐากของพระเถระผู้เป็นพระขีณาสพอาศัยอยู่ ณ จิตตลบรรพตบวชเมื่อแก่ วันหนึ่งไปบิณฑบาตกับพระเถระ รับบาตร และจีวรของพระเถระแล้วเดินตามมาข้างหลังถามพระเถระว่า ท่านขอรับ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka