Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 413

เล่ม มมร. 67 หน้า 413 ข้อ 510
ด้วยการพิจารณาเป็นกลาปะ ละความสำคัญในสิ่งที่ไม่ใช่ทางว่าเป็นทาง ด้วยการกำหนดว่าทางและมิใช่ทาง ละอุจเฉททิฏฐิด้วยเห็นการเกิด, ละ สัสสตทิฏฐิด้วยเห็นการดับ, ละความสำคัญในสิ่งที่เป็นภัยว่าไม่เป็นภัย ด้วย การเห็นภัย, ละความสำคัญในสิ่งไม่มีโทษ ด้วยเห็นว่ามีโทษ, ละความ สำคัญในความยินดียิ่ง ด้วยนิพพิทานุปัสสนา, ละความเป็นผู้ไม่ประสงค์ จะพ้น ด้วยมุญจิตุกัมยตาญาณ ละความไม่วางเฉยด้วย อุเบกขาญาณ, ละ ความเป็นปฏิโลมในการตั้งอยู่ในธรรมและในนิพพาน ด้วยอนุโลมญาณ ละการถือสังขารนิมิต ด้วยโคตรภูญาณ นี้ชื่อว่า ตทังคปหาน. การละธรรมมีนิวรณ์เป็นต้นเหล่านั้น ๆ ด้วยสมาธิอันต่างด้วย อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ โดยห้ามความเป็นไป เหมือนห้ามแหนบน หลังน้ำ ด้วยการทุบหม้อเหวี่ยงลงไปฉะนั้น นี้ชื่อว่า วิกขัมภนปหาน. การละหมู่สรรพกิเลสอันเป็นฝ่ายสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) ดังที่ ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เพื่อละทิฏฐิในสันดานของตน ๆ ของบุคคลผู้ มีมรรคนั้น ๆ เพราะอบรมอริยมรรค ๔ แล้ว โดยไม่ให้เป็นไปได้อีก ตลอดไป นี้ชื่อว่า สมุจเฉทปหาน. ความที่กิเลสทั้งหลายสงบในขณะแห่งผล นี้ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิปหาน. นิพพานอันละสังขตธรรมทั้งปวงแล้ว เพราะสลัดออกซึ่งสังขตธรรม ทั้งปวง นี้ชื่อว่า นิสสรณปหาน. เพราะการละทั้งหมด นี้ชื่อว่า ปหาน เพราะอรรถว่า สละออกไป. ชื่อว่า วินัย เพราะอรรถว่า นำออกไป. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปหานวินัย เพราะละกิเลสนั้น ๆ และเพราะมี วินัยนั้น ๆ. พึงทราบว่า แม้ปหานวินัยนี้ก็แบ่งออกเป็น ๕ อย่าง ด้วย ประการฉะนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka