คือ ศีลสังวร ๑ สติสังวร ๑ ญาณสังวร ๑ ขันติสังวร ๑ วิริยสังวร ๑.
ปหานวินัยก็มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหาน (ละชั่วคราว) ๑ วิกขัมภน-
ปหาน (ละด้วยข่มไว้) ๑ สมุจเฉทปหาน (ละเด็ดขาด) ๑ ปฏิปัสสัทธิ-
ปหาน (ละด้วยสงบ) ๑ นิสสรณปหาน (ละพ้นออกไป) ๑.
ในสังวร ๕ เหล่านั้น การเข้าถึง เข้าถึงพร้อมด้วยปาติโมกขสังวร
นี้ชื่อว่า ศีลสังวร. การรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์
นี้ชื่อว่า สติสังวร.
(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอชิตะ)
กระแสเหล่าใดในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแส
เหล่านั้น เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย
กระแสเหล่านั้น อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้.
นี้ชื่อว่า ญาณสังวร. ความอดทนต่อความหนาวความร้อน ชื่อว่า
ขันติสังวร. ความพยายามไม่ให้กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วท่วมทับได้ นี้ชื่อว่า
วิริยสังวร. อนึ่ง สังวรแม้ทั้งหมดนี้ท่านกล่าวว่า สํวร เพราะกั้นกาย
ทุจริตเป็นต้นที่ควรกั้น และที่ควรนำออกไปตามกำลังของตน กล่าวว่า
วินัย เพราะการนำออกไป. พึงทราบว่าสังวรวินัยแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน
โดยประการฉะนี้.
อนึ่ง การละองค์นั้น ๆ ด้วยวิปัสสนาญาณนั้น ๆ เหมือนการละ
ความมืดด้วยแสงประทีป เพราะเป็นปฏิปักษ์ในวิปัสสนาญาณทั้งหลาย มี
นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้น เหมือนอย่างเช่นการละสักกายทิฏฐิ ด้วยการ
กำหนดนามรูป. ละความเห็นว่าสังขารไม่มีเหตุ และความเห็นว่าสังขารมี
ปัจจัยไม่เสมอกัน ด้วยการกำหนดปัจจัย, ละความเป็นผู้สงสัย ด้วยการ
ข้ามพ้นความสงสัยในภายหลังนั้นนั่นเอง. ละการยึดถือว่าเรา ของเรา