คือทูลวิงวอน. บทว่า อตฺถมญฺาย รู้ทั่วถึงอรรถ คือรู้ทั่วถึงอรรถ
แห่งบาลี. บทว่า ธมฺมมญฺาย รู้ทั่วถึงธรรม คือรู้ทั่วถึงธรรมแห่งบาลี.
บทว่า ปารายนํ เป็นชื่อของธรรมปริยายนี้. มาณพทั้งหลาย เมื่อจะ
ประกาศชื่อของพราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวว่า อชิโต ฯ ล ฯ พุทฺธเสฏฺ-
มุปาคมุํ มาณพทั้งหลาย คือ อชิตะ ฯ ล ฯ ได้พากันมาเฝ้าพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐที่สุด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนจรณํ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีจรณะ
ถึงพร้อมแล้ว คือผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยปาติโมกข์ศีลเป็นต้น อันเป็น
ปทัฏฐานแห่งนิพพาน. บทว่า อิสึ คือ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้.
บทว่า อุปาคมึสุ มาเฝ้า คือเข้าไปใกล้. บทว่า อุปสงฺกมึสุ
เข้ามาเฝ้า คือเข้าไปไม่ไกล. บทว่า ปยิรุปาสึสุ เข้ามานั่งใกล้ คือนั่ง
ในที่ใกล้. บทว่า ปริปุจฺฉึสุ คือ ทูลถามแล้ว. บทว่า ปริปญฺหึสุ คือ
สอบถามแล้ว. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โจทยึสุ คือ สอบถาม. บทว่า
สีลาจารนิปฺผตฺติ คือ ความสำเร็จแห่งศีลและอาจาระอันสูงสุด. อธิบายว่า
ศีลสำเร็จด้วยมรรค. บทว่า คมฺภีเร ที่ลึก เป็นคำตรงกันข้ามกับความ
เป็นธรรมง่าย. บทว่า ทุทฺทเส เห็นได้ยาก คือชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึก
ไม่สามารถจะเห็นได้ง่าย. บทว่า ทุรนุโพเธ รู้ได้ยาก คือชื่อว่ารู้ได้ยาก
เพราะเห็นได้ยาก คือตรัสรู้ได้ยาก ไม่สามารถจะตรัสรู้ได้ง่าย. บทว่า
สนฺเต สงบ คือดับ. บทว่า ปณีเต ประณีต คือถึงความเป็นเลิศ
ทั้งสองบทนี้ท่านกล่าวหมายถึงโลกุตรธรรมอย่างเดียว. บทว่า อตกฺกา-
วจเร ไม่พึงหยั่งลงได้ด้วยความตรึก คือไม่พึงหยั่งลงได้ด้วยญาณเท่านั้น