บทว่า นิปุเณ คือ ละเอียดอ่อน. บทว่า ปณฺฑิตเวทนีเย คือ อัน
บัณฑิตผู้ปฏิบัติชอบพึงรู้ได้.
บทว่า โตเสสิ ทรงให้ยินดี คือให้ถึงความยินดี. บทว่า วิโตเสสิ
ให้ยินดียิ่ง คือให้เกิดโสมนัสหลาย ๆ อย่าง. บทว่า ปสาเทสิ ให้
เลื่อมใส คือได้ทำให้พราหมณ์เหล่านั้นมีจิตเลื่อมใส. บทว่า อาราเธสิ
ให้พอใจ คือให้ยินดี ให้ถึงความสำเร็จ. บทว่า อตฺตมเน อกาสิ ทำให้
พอใจ คือทำให้เบิกบานด้วยโสมนัส.
ต่อไป บทว่า พฺรหฺมจริยมจรึสุ คือ ได้ประพฤติมรรคพรหมจรรย์.
เพราะฉะนั้น บทว่า ปารายนํ เป็นอันท่านกล่าวถึงทางแห่งนิพพาน
อันเป็นฝั่งแห่งมรรคพรหมจรรย์นั้น. พึงเชื่อมว่า ปารายนมนุภาสิสฺสํ
เราจักกล่าวปารายนสูตร. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปารายนสูตร
แล้ว ชฎิล ๑๖,๐๐๐ คนได้บรรลุพระอรหัต. เทวดาและมนุษย์นับได้
๑๔ โกฏิ ที่เหลือได้ตรัสรู้ธรรม. สมดังที่โบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า
พระพุทธเจ้ายังเทวดาและมนุษย์ ๑๔ โกฏิ ให้บรรลุ
อมตธรรม ณ ปารายนสมาคม อันรื่นรมย์ที่ปาสาณกเจดีย์.
เมื่อจบพระธรรมเทศนา พวกมนุษย์มาจากที่นั้น ๆ ด้วยอานุภาพ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ปรากฏในคามและนิคมเป็นต้นของตนๆ แม้
พระผู้มีพระภาคเจ้า อันภิกษุ ๑๖,๐๐๐ รูปแวดล้อม ก็ได้เสด็จไปยัง
กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้น ท่านปิงคิยะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะไปบอกพาวรีพราหมณ์ ถึงการ
บังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า เพราะข้าพระองค์ปฏิญาณไว้แก่พาวรี-
พราหมณ์นั้น. ลำดับนั้น ท่านปิงคิยะได้รับอนุญาตจากพระผู้มีพระภาคเจ้า