แล้ว ได้ไปถึงฝั่งโคธาวรีด้วยยานพาหนะ แล้วจึงเดินไปด้วยเท้ามุ่งหน้า
ไปยังอาศรม. พาวรีพราหมณ์นั่งแลดูต้นทาง เห็นท่านปิงคิยะปราศจาก
หาบและชฎา เดินมาด้วยเพศของภิกษุ ก็สันนิษฐานเอาว่า พระพุทธเจ้า
ทรงอุบัติแล้วในโลก จึงถามท่านปิงคิยะเมื่อไปถึงแล้วว่า พระพุทธเจ้า
ทรงอุบัติแล้วในโลกหรือ. ท่านปิงคิยะตอบว่า ถูกแล้วพราหมณ์ พระ-
พุทธเจ้าประทับนั่ง ณ ปาสาณกเจดีย์ ทรงแสดงธรรมแก่พวกเรา. พาวรี-
พราหมณ์บอกว่า ข้าพเจ้าจักฟังธรรมของท่าน. ลำดับนั้นพาวรีพราหมณ์
พร้อมด้วยบริษัท บูชาท่านปิงคิยะด้วยสักการะเป็นอันมาก แล้วให้
ปูอาสนะ. ท่านปิงคิยะนั่งบนอาสนะนั้นแล้วกล่าวคำเป็นอาทิว่า ปารายน-
มนุคายิสฺส ข้าพเจ้าจักขับตามเพลงขับ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุคายิสฺสํ คือ ข้าพเจ้าจักขับตามเพลง
ขับของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า ยถา อทฺทกฺขิ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเห็นอย่างใด คือทรงเห็นเองด้วยการตรัสรู้จริง และด้วยญาณอันไม่
ทั่วไป. บทว่า นิกฺกาโม มิได้มีกาม คือละกามได้แล้ว. ปาฐะว่า
นิกฺกโม บ้าง. คือมีความเพียร. หรือออกจากธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศล.
บทว่า นิพฺพโน มิได้มีป่า คือปราศจากป่าคือกิเลส หรือปราศจากตัณหา
นั่นเอง. บทว่า กิสฺส เหตุ มุสา ภเณ บุคคลพึงพูดเท็จเพราะเหตุอะไร
ท่านปิงคิยะแสดงว่า บุคคลพึงพูดเท็จด้วยกิเลสเหล่าใด บุคคลนั้นละกิเลส
เหล่านั้นเสีย. ท่านปิงคิยะยังความอุตสาหะในการฟังให้เกิดแก่พราหมณ์
ด้วยบทนี้.
บทว่า อมโล ไม่มีมลทิน คือปราศจากมลทินคือกิเลส. บทว่า
วิมโล หมดมลทิน คือมีมลทินคือกิเลสหมดไป. บทว่า นิมฺมโล ไร้มลทิน