โลกธรรม ๘ เหล่านี้ย่อมเป็นไปตามโลก และโลกก็ย่อมเป็นไปตามโลก.
ธรรม ๘ เหล่านี้ โลกธรรม ๘ คืออะไร คือ ลาภ เสื่อมลาภ ฯ ล ฯ สุข
และทุกข์. ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุปริวตฺตนฺติ คือ ย่อมติดตาม ไม่ละ.
อธิบายว่า ไม่กลับออกไปจากโลก. บทว่า ลาโภ ลาภของบรรพชิต
มีจีวรเป็นต้น ของคฤหัสถ์มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้น. เมื่อไม่ได้ลาภ
นั้น ก็ชื่อว่า เสื่อมลาภ. ท่านกล่าวว่าไม่มีลาภ ชื่อว่า เสื่อมลาภ ไม่พึง
กำหนดเอาแค่ถึงความไม่มีประโยชน์. บทว่า ยโส คือ บริวารยศ.
เมื่อไม่ได้บริวารยศนั้น ชื่อว่า เสื่อมยศ. บทว่า นินฺทา คือ กล่าวโทษ.
บทว่า ปสํสา คือ กล่าวถึงคุณ. บทว่า สุขํ ได้แก่ กายิกสุข คือสุข
ทางกาย และเจตสิกสุข คือสุขทางใจ ของเหล่ากามาวจรบุคคลทั้งหลาย.
บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจของปุถุชน พระโสดาบัน
และพระสกทากามี. พระอนาคามีและพระอรหันต์ มีทุกข์ทางกายเท่านั้น.
บทว่า สตฺตาวาสา คือ ที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย. อธิบายว่า
ที่เป็นที่อยู่. ที่อยู่เหล่านั้นเหมือนขันธ์ทั้งหลายที่ประกาศไว้แล้ว . ใน
วิญญาณฐิติ ๗ กับด้วยอสัญญสัตตภูมิ ๑ และเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ๑
จึงเป็นสัตตาวาส ๙. บทว่า ทสายตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๐ คือ
จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ
ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ. บทว่า ทฺวาทสา-
ยตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๐ กับด้วยมนายตนะ ๑ และธรรมายตนะ ๑.
บทว่า อฏฺารส ธาตุโย ได้แก่ ธาตุ ๑๘ เพราะกระทำธาตุหนึ่ง ๆ ให้
เป็นอย่างละ ๓ ๆ คือจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ จนถึงมโนธาตุ
ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ.