มีเดชนับไม่ถ้วน คือมีเดชคือพระญาณนับไม่ถ้วน. บทว่า ปภินฺนาณํ
มีญาณแตกฉาน คือมีญาณแตกฉานด้วยอำนาจแห่งทศพลญาณเป็นต้น.
บทว่า วิวฏจกฺขุํ มีพระจักษุเปิดแล้ว คือมีสมันตจักษุ. บทว่า ปญฺา-
ปเภทกุสลํ ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา คือทรงฉลาดในความรู้
อันเป็นประเภทแห่งปัญญา โดยนัยมีอาทิว่า รู้ทั่ว รู้ก่อน ค้นคว้า
ค้นคว้าทั่ว ดังนี้. บทว่า อธิคตปฏิสมฺภิทํ ทรงบรรลุปฏิสัมภิทาแล้ว
คือทรงได้ปฏิสัมภิทา ๔ แล้ว. บทว่า จตุเวสารชฺชปฺปตฺตํ ทรงถึง
เวสารัชญาณ ๔ แล้ว คือทรงถึงความเป็นผู้กล้าในฐานะ ๔ ดังที่ท่าน
กล่าวไว้แล้วโดยนัยมีอาทิว่า ธรรมเหล่านี้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงรู้
เฉพาะ ท่านยังไม่รู้. บทว่า สุทฺธาธิมุตฺตํ คือ น้อมพระทัยไปในผล
สมาบัติอันบริสุทธิ์ คือเข้าไปในผลสมาบัตินั้น. บทว่า เสตปจฺจตฺตํ มี
พระองค์ขาวผ่อง คือมีอัตภาพพิเศษบริสุทธิ์ เพราะละแม้วาสนาได้แล้ว.
บทว่า อทฺวยภาณึ มีพระวาจามิได้เป็นสอง คือปราศจากพระวาจา
เป็นสอง เพราะมีพระวาจากำหนดไว้แล้ว. บทว่า ตาทึ เป็นผู้คงที่
คือเป็นเช่นนั้น หรือไม่หวั่นไหวไปในอารมณ์ ที่น่าปรารถนาและไม่น่า
ปรารถนา. ชื่อว่า ตถาปฏิญฺา เพราะมีปฏิญญาอย่างนั้น. บทว่า
อปริตฺตกํ คือ ไม่เล็กน้อย. บทว่า มหนฺตํ เป็นผู้ใหญ่ คือถึงความเป็น
ผู้ใหญ่ล่วงไตรธาตุ. บทว่า คมฺภีรํ มีธรรมลึก คือคนอื่นเข้าถึงได้ยาก.
บทว่า อปฺปเมยฺยํ มีคุณธรรมอันใคร ๆ นับไม่ได้ คือชั่งไม่ได้. บทว่า
หุปฺปริโยคาหํ คือ มีคุณยากที่จะหยั่งถึง. บทว่า พหุรตนํ มีรัตน่ะมาก
คือมีรัตนะมาก ด้วยรัตนะมีศรัทธาเป็นต้น. บทว่า สาครสมํ มีคุณ
เสมอด้วยสาคร คือเช่นกับสมุทร เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ.