Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 503

เล่ม มมร. 67 หน้า 503 ข้อ 662
ดังประทีป. บทว่า อุชฺโชตกโร ทรงแผ่แสงสว่างสูง คือทรงแผ่ความ สว่าง. บทว่า ปชฺโชตกโร ทรงแผ่แสงสว่างโชติช่วง คือทรงแผ่แสง สว่างไปทั่วทิศใหญ่ทิศน้อย. บทว่า ภูริปญฺาโณ มีพระปัญญาปรากฏ คือมีพระญาณกว้างขวาง. บทว่า าณปญฺาโณ มีพระญาณปรากฏ คือปรากฏด้วยพระญาณ. บทว่า ปญฺาธโช มีปัญญาเป็นดังธง คือ มีปัญญาดังธง เพราะอรรถว่า ยกขึ้น ดุจในบทมีอาทิว่า ธงเป็นเครื่อง ปรากฏของรถ. บทว่า วิภูตวิหารี มีธรรมเป็นเครื่องอยู่แจ่มแจ้ง คือ มีวิหารธรรมปรากฏ. บทว่า สนฺทิฏิกมกาลิกํ คือ อันผู้ประพฤติพึงเห็นผลเอง ไม่ ให้บรรลุผลในลำดับกาล. บทว่า อนีติกํ คือ ปราศจากจัญไรมีกิเลส เป็นต้น. บทว่า สนฺทิฏิกํ อันผู้ประพฤติพึงเห็นเอง คืออีนผู้บรรลุโลกุตร- ธรรม พึงละธรรมที่พึงถึงด้วยศรัทธาของคนอื่นแล้ว เห็นด้วยตนเอง ด้วยปัจจเวกขณญาณ. พระธรรมนั้นอันผู้ประพฤติพึงเห็นเอง. ชื่อว่า อกาโล ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะไม่มีกาล หมายถึงการให้ผลของตน. ไม่ประกอบด้วยกาลนั้นแล ชื่อว่า อกาลิโก. อธิบายว่า อริยมรรคธรรม นั้นย่อมให้ผลของตนในลำดับทีเดียว๑ พระธรรมนั้นไม่ประกอบด้วย กาลนั้น. ชื่อว่า เอหิปฺสสิโก เพราะควรเรียกให้มาดูเป็นไปอย่างนี้ว่า จงมาดูธรรมนี้เถิด. พระธรรมนั้นควรเรียกให้มาดู. ชื่อว่า โอปนยิโก เพราะแม้เพ่งถึงผ้าและศีรษะที่ถูกไฟไหม้ก็ย่อมควร น้อมเข้าไปในจิต ของตน. พระธรรมนั้นควรน้อมเข้าไป. ชื่อว่า อันวิญญูชนพึงรู้ด้วย ๑. คือเมื่ออริยมรรคจิตดับไป ผลจิตเกิดต่อทันที.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka