พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นจบพระคาถานี้ทรงทราบว่า ท่านปิงคิยะ
และพาวรีพราหมณ์มีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ประทับยืนอยู่ ณ กรุงสาวัตถี
นั่นเอง เปล่งพระรัศมีสีทองออกไป. ท่านปิงคิยะนั่งพรรณนาพระพุทธคุณ
แก่พาวรีพราหมณ์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจประทับยืนอยู่ข้างหน้าตน
จึงบอกแก่พาวรีพราหมณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว. พราหมณ์ลุกจาก
ที่นั่งยืนประคองอัญชลี. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแผ่พระรัศมีไป
แสดงพระองค์แก่พราหมณ์ ทรงทราบธรรมเป็นที่สบายของชนแม้ทั้งสอง
เมื่อจะตรัสเรียกท่านปิงคิยะเท่านั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า ยถา อหุ วกฺกลิ
ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ พระวักกลิเถระเป็นผู้มีศรัทธาอันปล่อย
แล้ว ได้บรรลุพระอรหัตด้วยศรัทธาธุระนั่นเอง บรรดามาณพ ๑๖ คน
ภัทราวุธะ คนหนึ่งก็ดี อาฬวิโคตมะ ก็ดี ล้วนมีศรัทธาอันปล่อยแล้ว
ฉันใด แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธาฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อปล่อยศรัทธาแต่
นั้น จึงเริ่มวิปัสสนาโดยนัยมีอาทิว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ดังนี้ จัก
ถึงฝั่งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ คือนิพพาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
จบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนา ท่านปิงคิยะทั้งอยู่ในอรหัตผล พาวรีพราหมณ์ตั้งอยู่
ในอนาคามิผล. ส่วนบริษัท ๕๐๐ ของพาวรีพราหมณ์ได้เป็นโสดาบัน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มุญฺจสฺสุ คือ จงละ. บทว่า ปมุญฺจสฺสุ
คือ จงปล่อย. บทว่า อธิมุญฺจสฺสุ จงน้อมลง คือจักทำการน้อมลงใน
ศรัทธานั้น. บทว่า โอกปฺเปหิ จงกำหนด คือจงให้เกิดความพยายาม
ให้มาก. บทว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง