Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 507

เล่ม มมร. 67 หน้า 507 ข้อ 662
ด้วยอรรถว่า มีแล้วไม่มี. บทว่า สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ ด้วยอรรถว่า ทนได้ยาก คือทนอยู่ไม่ได้. บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ด้วยอรรถว่า ไม่อยู่ในอำนาจ. บัดนี้ ท่านปิงคิยะเมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของตน จึงกล่าว คาถามีอาทิว่า เอส ภิยฺโย คือ ข้าพระองค์นี้ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี แล้วย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิภาณวา เป็นผู้มีปฏิภาณ คือเข้าถึง ปฏิภาณปฏิสัมภิทา. บทว่า ภิยฺโย คือ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. บทว่า อธิเทเว อภิญฺาย คือ ทรงรู้ธรรมอันทำให้เป็นอธิเทพ. บทว่า ปโรปรํ คือ เลวและประณีต. ท่านกล่าวไว้ว่า ทรงรู้ธรรมชาติ ทั้งหมดอันทำความเป็นอธิเทพให้แก่พระองค์และผู้อื่น. บทว่า กงฺขีนํ ปฏิชานตํ ทรงทำผู้สงสัยให้กลับรู้ได้ คือ เมื่อมีผู้สงสัยกลับรู้ว่า เรา หมดสงสัยแล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า ปารายนิกปญฺหานํ คือ แห่งปัญหาของพวกพราหมณ์ผู้ แสวงหาธรรมเครื่องถึงซึ่งฝั่ง. ชื่อว่า อนฺตกโร เพราะทรงทำส่วนสุด. ชื่อว่า ปริยนฺตกโร เพราะทรงทำส่วนสุดรอบ. ชื่อว่า ปริจฺเฉทกโร เพราะทรงทำความกำหนดเขตแดน. ชื่อว่า ปริวฏุมกโร เพราะทรงทำ ความสรุป. บทว่า ปิงฺคิยปญฺหานํ เพื่อทรงแสดงว่า มิใช่ทรงกระทำ ส่วนสุดแห่งปัญหาของพวกพราหมณ์ ผู้แสวงหาธรรมเครื่องถึงซึ่งฝั่งอย่าง เดียว ที่แท้ทรงกระทำส่วนสุดแห่งปัญหาแม้ของปิงคิยปริพาชกเป็นต้น ด้วย จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปิงฺคิยปญฺหานํ ปัญหาของปิงคิยะดังนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka