บทว่า อสํหิรํ คือ นิพพานอันราคะเป็นต้นนำไปไม่ได้. บทว่า
อสํกุปฺปํ คือ ไม่กำเริบ ไม่มีความปรวนแปรไปเป็นธรรมดา. ท่าน
กล่าวถึงนิพพานด้วยบททั้งสอง. บทว่า อทฺธา คมิสฺสามิ ข้าพระองค์
จักถึงเป็นแน่แท้ คือจักถึงนิพพานธาตุ อันเป็นอนุปาทิเสสะนั้น โดยส่วน
เดียวเท่านั้น. บทว่า น เมตฺถ กงฺขา คือ ความสงสัยในนิพพานนี้มิได้
มีแก่ข้าพระองค์. บทว่า เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ ขอพระองค์ทรง
จำข้าพระองค์ว่า เป็นผู้มีจิตน้อมไปแล้วอย่างนี้ ความว่า ท่านปิงคิยะ
ยังศรัทธาให้เกิดขึ้นแล้วในตน ด้วยโอวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ว่า
แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธา ฉันนั้น แล้วปล่อยด้วยศรัทธาธุระนั่นเอง เมื่อ
จะประกาศศรัทธาธิมุติ (ความน้อมไปด้วยศรัทธา) นั้น จึงทูลพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ มีอธิบายว่า ขอพระองค์
จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นผู้มีจิตน้อมไปแล้ว เหมือนอย่างที่พระองค์
ได้ตรัสไว้กะข้าพระองค์แล้วฉะนั้น.
บทว่า น สํทริยติ คือ ไม่สามารถถือนำเอาไปได้. บทว่า นิโยค-
วจนํเป็นคำประกอบ. บทว่า อวฏฺาปนวจนํ เป็นคำสันนิษฐาน.
ใน ปรายนวรรค นี้ บทใดมิได้กล่าวไว้ในระหว่าง ๆ พึงถือเอา
บทนั้น โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. บทที่เหลือในบททั้งปวง
ชัดดีแล้ว.
จบอรรถกถาโสฬสมาณวกปัญหานิทเทส
จบอรรถกถาปรายนวรรคนิทเทส
แห่งขุททกนิกายอรรถกถา ชื่อว่าสัทธัมมปัชโชติกา