Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 660

เล่ม มมร. 67 หน้า 660 ข้อ 821
พระคุณเจ้าผู้เจริญ บัดนี้ พวกกระผมจะพึงทำอย่างไรเล่า. พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า พวกท่านก็ดี ผู้อื่นก็ดี ผู้ใดประสงค์จะพ้นจาก ทุกข์นี้ ผู้นั้นทั้งหมดเพ่งถึงโทษอันเกิดแต่ความเสน่หา พึงเป็นผู้เดียว เที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. ในบทนี้พึงทราบว่า ที่ท่านกล่าวบทนี้ว่า เพ่งโทษอันเกิดแต่เสน่หา หมายถึงบทที่ท่านกล่าวว่าทุกข์นี้เนื่องด้วย เสน่หาย่อมปรากฏ. อีกอย่างหนึ่ง พึงเชื่อมความอย่างนี้ว่า ความเสน่หา ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้อง ด้วยความเกี่ยวข้องตามที่กล่าวแล้ว ทุกข์นี้เนื่องด้วยเสน่หาย่อมปรากฏ เราเพ่งถึงโทษตามความเป็นจริงนี้ว่า เกิดแต่ความเสน่หา จึงบรรลุ ดังนี้แล้วพึงทราบว่า บทที่ ๔ ท่านกล่าว ด้วยคำอุทานตามนัยที่กล่าวแล้วในก่อนนั่นแล. บททั้งปวงต่อจากนั้นเช่น กับที่กล่าวแล้วในคาถาก่อนนั่นแหละ. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า อนุปาเทนฺติ ย่อมติดใจ คือ ครั้นเห็นอนุพยัญชนะ (ส่วน ต่าง ๆ) ในรูปย่อมติดใจ. บทว่า อนุพนฺธติ ย่อมผูกพัน คือผูกพันด้วย ความเสน่หาในรูป. บทว่า ภวนฺติ คือ ย่อมมี. บทว่า ชายนฺติ คือ ย่อมเกิด. บทว่า นิพฺพนฺตนฺติ ย่อมบังเกิด คือย่อมเป็นไป. บทว่า ปาตุภวนฺติ คือ ย่อมปรากฏ. สามบทว่า สมฺภวนฺติ สญฺชายนฺติ อภิ- นิพฺพตฺตนฺติ เพิ่มอุปสัคลงไป แปลว่า มีพร้อม เกิดพร้อม บังเกิดเฉพาะ. ต่อจากนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในอัฏฐกวรรคนั่นแล. จบคาถาที่ ๒
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka