Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 336

เล่ม มมร. 68 หน้า 336 ข้อ 63 64
. . . เป็นอันได้วิวัฏฏนานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้. [๖๓] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้โสดาปัตติมรรค เป็น อันได้โสดาปัตติมรรคแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนด รู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้สกทา- คามิมรรค . . . อนาคามิมรรค . . . อรหัตมรรค เป็นอันได้อรหัตมรรค แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้ว อย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ธรรมใด ๆ เป็นอันได้ธรรม นั้น ๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและ พิจารณาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา เครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมา แล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ชื่อว่าสุตมยญาณ. [๖๔] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่อง รู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณ อย่างไร ? ธรรมอย่างหนึ่งควรละ คือ อัสมิมานะ, ธรรม ๒ ควรละ คือ อวิชชา ๑ ตัณหา ๑, ธรรม ๓ ควรละ คือ ตัณหา ๓, ธรรม ๔ ควรละ คือ โอฆะ ๔, ธรรม ๕ ควรละ คือ นิวรณ์ ๕, ธรรม ๖ ควรละ คือ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka