หมวดตัณหา ๖, ธรรม ๗ ควรละ คือ อนุสัย ๗, ธรรม ๘ ควรละ คือ
มิจฉัตตะ - ความเป็นผิด ๘, ธรรม ๙ ควรละ คือ ธรรมมีตัณหาเป็น
มูลเหตุ ๙. ธรรม ๑๐ ควรละ คือ มิจฉัตตะ ๑๐.
[๖๕] ปหานะ ๒ คือ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิ-
ปหานะ ๑ สมุทเฉทปหานะ อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิ-
ปหานะอันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรค
เครื่องให้ถึงความสิ้นไป.
ปหานะ ๓ คือ เนกขัมมะ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม ๑
อรูปฌาน เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ๑ นิโรธ เป็นอุบายเครื่อง
สลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัยกัน
และกันเกิดขึ้น ๑ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว
บุคคลผู้ได้อรูปฌานเป็นอันละและสละรูปได้แล้ว บุคคลผู้ได้นิโรธเป็น
อันละและสละสังขารได้แล้ว.
ปหานะ ๔ คือ บุคคลผู้แทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทง
ตลอดด้วยการกำหนดรู้ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอด
สมุทัยสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการละ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑
บุคคลผู้แทงตลอดนิโรธสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้ง
ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดมรรคสัจ อันเป็นการ
แทงตลอดด้วยการเจริญ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑.