Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 377

เล่ม มมร. 68 หน้า 377 ข้อ 76
กสิณอื่นปะปนเหมือนเมื่อคนลงไปสู่น้ำ น่าเท่านั้นย่อมมีในทิศทั้งปวง มิใช่อื่น. ในบททั้งปวงมีนัยอย่างนี้. บทว่า อปฺปมาณํ นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจการแผ่ไปของกสิณ นั้นๆ ไม่มีกำหนด. จริงอยู่ กสิณนั้น เมื่อแผ่ไปทางใจ ชื่อว่า แผ่ ไปทั่ว, มิได้กำหนดว่า นี้เป็นเบื้องต้น นี้เป็นท่ามกลาง ของกสิณ นั้น. บทว่า อากาสกสิณํ ได้แก่ อากาศที่เพิกกสิณ และอากาศ กสิณที่กำหนดไว้. บทว่า วิญฺาณกสิณํ ได้แก่ วิญญาณอันเป็นไปในอากาศ ที่เพิกกสิณ. ในวิญญาณกสิณนั้น พึงทราบความเป็นเบื้องบน เบื้อง ล่าง เบื้องขวาง ในอากาศที่เพิกกสิณ ด้วยอำนาจกสิณ ในวิญญาณ อันเป็นไปแล้ว ในวิญญาณกสิณนั้น ด้วยอำนาจอากาศที่เพิกกสิณ, พึงทราบด้วยสามารถกสิณนั้น เพราะแม้อากาสกสิณที่กำหนดไว้ก็ควร เจริญดังนี้บ้าง. ๖๘] บัดนี้ ท่านพระสารีบุตร เมื่อจะแสดงประเภทของภาวนา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เทฺว ภาวนา - ภาวนา ๒. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า เทฺว ภาวนา ดังต่อไปนี้ วัฏฏะ ท่านกล่าวว่า โลก เพราะอรรถว่าแตกสลายไป. ชื่อว่า โลกิยา เพราะอรรถว่าประกอบแล้วในโลก ด้วยความเกี่ยวเนื่องกันในวัฏฏะนั้น,
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka