ด้วยบทนี้ว่า ชีวิตินฺทฺริยสฺสุปจฺเฉโท - ความขาดแห่งชีวิตน-
ทรีย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ชื่อว่า มรณะ ย่อมมีแก่ผู้ที่
ยังมีอินทรีย์ผูกพันอยู่เท่านั้น, ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีอินทรีย์ผูกพันอยู่.
ส่วนบทว่า สสฺสํ มตํ, รุกฺโข มโต - ข้าวกล้าตาย ต้นไม้ตายเป็น
เพียงโวหารเท่านั้น. แต่โดยอรรถคำเห็นปานนี้ แสดงถึงความสิ้นไป
และความเสื่อมไปของข้าวกล้าเป็นต้นเท่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชาติ ชรา มรณะเหล่านี้เที่ยวแสวงหาช่องของ
สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ดุจปัจจามิตรผู้มุ่งร้าย ฉะนั้น. เหมือนอย่างว่า
ปัจจามิตร ๓ คน ของบุรุษเที่ยวคอยหาช่อง. ปัจจามิตรคนหนึ่งพึง
กล่าวว่า เราจักกล่าวพรรณนาคุณของป่าโน่น แล้วจักพาบุรุษนั้นไปที่
ป่านั้น, เราจะไม่ทำร้ายในบุรุษนี้เลย. ปัจจามิตรคนที่สองพึงกล่าวว่า
ในเวลาที่ท่านพาบุรุษนี้ไปเราจักโบยทำให้หมดกำลัง. เราจะไม่ทำรุณ
แรงในบุรุษนี้เลย. ปัจจามิตรคนที่สามพึงกล่าวว่า เมื่อท่านโบยบุรุษนี้
ทำให้หมดกำลังแล้ว การเอาดาบตัดศีรษะเป็นภาระของเรา ครั้นปัจจา-
มิตรเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็พึงทำตามนั้น.
การคร่าออกจากแวดวงของเพื่อนและญาติ แล้วให้ไปอยู่ในที่ใด
ที่หนึ่ง ดุจปัจจามิตรคนที่หนึ่งกล่าวพรรณนาคุณของป่า แล้วพาบุรุษ
นั้นไปในป่านั้น พึงทราบว่า เป็น กิจของชาติ, การล้มลงในขันธ์
ที่เกิดแล้วต้องอาศัยผู้อื่นและนอนพักผ่อนบนเตียง ดุจการโบยของ
ปัจจามิตรคนที่สองแล้วทำให้หมดกำลัง พึงทราบว่า เป็น กิจของชรา.