ด้วยคำทั่วไปนี้ว่า วิวิจฺจ ก็จริง แม้ถึงอย่างนั้นก็พึงเห็นกายวิเวก
จิตตวิเวก วิกขัมภนวิเวก ในส่วนเบื้องต้นด้วย. พึงเห็นกายวิเวก
จิตตวิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก และนิสสรณวิเวก ในขณะ
แห่งโลกตรมรรคด้วย.
ก็ด้วยบทว่า กาเมหิ นี้ ท่านกล่าวถึงวัตถุกามไว้ในมหานิทเทส
โดยนัยมีอาทิว่า กตเม วตฺถุกามา มนาปิกา รูปา๑ - วัตถุกามมีรูปที่น่า
พอใจเป็นไฉน และท่านกล่าวถึงกิเลสกามไว้ในวิภังค์นั้น อย่างนี้ว่า
ฉนฺโท กาโม ราโค กาโม ฉนฺทราโค กาโม, สงฺกปฺโป กาโม
ราโค กาโม, สงฺกปฺปราโค กาโม๒ - ฉันทะเป็นกาม ราคะเป็นกาม
ฉันทราคะเป็นกาม สังกัปปะเป็นกาม ราคะเป็นกาม สังกัปปราคะ
เป็นกาม พึงเห็นว่าท่านสงเคราะห์กามเหล่านั้นไว้ทั้งหมด. เมื่อเป็น
อย่างนี้ บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ ความว่า สงัดจากวัตถุกามนั่นแล
สมควร. ด้วยบทนั้น เป็นอันท่านกล่าวถึงกายวิเวก.
บทว่า วิวจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ - สงัดจากอกุศลธรรม ความ
ว่า สงัดจากกิเลสกามหรืออกุศลทั้งหมด ดังนี้ สมควร. ด้วยบทนั้น
เป็นอันท่านกล่าวถึงจิตตวิเวก. อนึ่ง ในสองบทนี้ ด้วยบทต้นเป็นอัน
เจริญการสละกามสุข เพราะคำว่า สงัดจากวัตถุกาม, ด้วยบทที่สอง
เป็นอันเจริญการกำหนดเนกขัมมสุข เพราะคำว่า สงัดจากกิเลสกาม.
๑-๒. ขุ. มหา. ๒๙/๒.