จึงถือเอาเหตุสักว่าความเกิดขึ้น มิใช่ความเกิด. เพราะอวิชชาเป็นต้น
ดับนามรูปจึงดับ เพราะเหตุนั้น จึงถือเอาเหตุสักว่าความไม่เกิด มิใช่
ถือเอาความดับ. นามรูป ได้แก่ พระโยคาวจร ย่อมถือเอาความเกิด
ความดับแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ในเพราะการเห็นความเกิด
และความเสื่อมโดยขณะดังนี้.
ผู้เจริญวิปัสสนา เมื่อเจริญวิปัสสนาใส่ใจถึงความเกิดและความ
เสื่อมโดยความเป็นปัจจัยก่อนแล้วและธรรม ๔ มีอวิชชาเป็นต้น ใน
ขณะเจริญวิปัสสนาถือเอาขันธ์ทั้งหลาย ที่มีความเกิดและความเสื่อมนั่น
แล แล้วจึงเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์เหล่านั้น. เมื่อผู้เจริญ
วิปัสสนาอย่างนี้เห็นความเกิดและความเสื่อม โดยพิสดาร โดยปัจจัย
และโดยลักษณะว่า ความเกิดแห่งรูปเป็นต้นอย่างนี้, ความเสื่อมอย่าง
นี้, รูปเป็นต้นเกิดขึ้นอย่างนี้, เสื่อมไปอย่างนี้ ญาณว่า นัยว่าธรรม
เหล่านี้ไม่มี แล้วมี มีแล้วเสื่อมดังนี้ เป็นญาณบริสุทธิ์กว่า. ประเภทของ
สัจจะปฏิจจสมุปปาทนัย และลักษณะย่อมปรากฏ. พระโยคาวจรนั้น
ย่อมเห็นความเกิดขันธ์ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นต้นเกิด และ
ความดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นต้นดับ, นี้เป็นการเห็น
ความเกิดและความดับโดยปัจจัยของพระโยคาวจรนั้น.
อนึ่ง พระโยคาวจร เมื่อเห็นความเกิดเป็นลักษณะ ความ
แปรปรวนเป็นลักษณะ ชื่อว่าย่อมเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์