ทั้งหลาย นี้เป็นการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะของพระ-
โยคาวจรนั้น. จริงอยู่ ความเกิดเป็นลักษณะในขณะเกิดนั่นเอง และ
ความแปรปรวนก็เป็นลักษณะในขณะดับ.
สมุทยสัจ ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรด้วยการเห็นความเกิด
โดยปัจจัยซึ่งเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยส่วนทั้งสอง คือ โดย
ปัจจัยและโดยขณะของพระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงตัณหาให้เกิด. ทุกขสัจ
ย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเกิด โดยขณะแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึง
ทุกข์ที่เกิด. นิโรธสัจ ย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเสื่อมโดยปัจจัย
แก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจความไม่เกิดแห่งความมีปัจจัย โดยที่ปัจจัยไม่
เกิด. ทุกขสัจ นั่นแลย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเสื่อมโดยขณะแก่
พระโยคาวจรผู้เข้าใจมรณทุกข์. อนึ่ง การเห็นความเกิดและความเสื่อม
ของพระโยคาวจรนั้น มรรคสัจ ย่อมปรากฏว่า มรรคนี้ยังเป็นโลกิยะ
เพราะกำจัดความหลงในการเห็นความเกิดและความเสื่อมนั้น.
อนึ่ง ปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม ด้วยการเห็นความเกิด โดย
ปัจจัยย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้น ผู้เข้าใจว่า อิมสฺมึ สติ, อิทํ
โหติ๑ - เมื่อสิ่งนี้มีอยู่, สิ่งไม่ย่อมมี. ปฏิจจสมุปบาทเป็นปฏิโลม ด้วยการ
เห็นความเสื่อม โดยปัจจัยย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจว่า อิมสฺส
๑. ม. มู. ๑๒/๔๔๘.