สละคืน, มิใช่ถือเอา. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ? การพิจารณาเห็นความ
ไม่เที่ยงเป็นต้นนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นการสละคืนด้วยการบริจาค และ
สละคืนด้วยการแล่นไป เพราะสละกิเลสด้วยอภิสังขารถือขันธ์กับด้วย
ตทังคปหานะ และเพราะความแล่นไป เพราะน้อมญาณนั้นไปใน
นิพพานอันตรงกันข้ามกับกิเลสนั้นด้วยการเห็นโทษของสังขตะ.
เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยอนุปัสนานั้น ย่อมบริจาค-
สละกิเลสทั้งหลาย โดยนัยดังกล่าวแล้ว และย่อมแล่นไปในนิพพาน.
ไม่ยึดถือกิเลสด้วยทำให้เกิดขึ้น. ไม่ยึดถือสังขตะเป็นอารมณ์ด้วยการ
ไม่ชี้ถึงโทษ. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปฏินิสฺสชฺชติ, ใน
อาทิยติ - ย่อมสละคืน, ย่อมไม่ยึดถือ.
บัดนี้ เพื่อแสดงการละธรรมด้วยญาณเหล่านั้นของพระโยคาวจร
นั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต อนุปสฺสนฺโต
นิจฺจสญฺํ ปชหติ - พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง
ย่อมสละนิจสัญญา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นนฺทึ - ความพอใจ ได้แก่ ตัณหา
พร้อมด้วยปีติ.
บทว่า ราคํ - ความกำหนัด ได้แก่ ตัณหาที่เหลือ.
บทว่า สมุทยํ - ความเกิดขึ้น ได้แก่ ความเกิดขึ้นแห่งราคะ. อีก
อย่างหนึ่ง ได้แก่ ความเกิดขึ้นแห่งรูป.