มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว. บทมีอาทิว่า มคฺคสมงฺคิสฺส าณํ ทุกฺเข-
เปตํ าณํ - ญานของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคนี้ เป็น
ทุกขญาณ ท่านกล่าวด้วยสามารถการตรัสรู้อย่างเดียว ดุจในหมวด ๔
ตามลำดับ. จริงอยู่ สัจญาณมี ๒ อย่าง คือ โลกิยะ ๑ โลกุตระ ๑.
โลกิยะมี ๒ คือ อนุโพธญาณ ๑ ปัจจเวกขณญาณ ๑.
อนุโพธญาณ ย่อมเป็นไปในนิโรธและมรรค ด้วยสามารถ
การได้ฟังมาเป็นต้นของอาทิกรรมิกภิกษุ. ย่อมเป็นไปในทุกข์และ
สมุทัย ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์.
ปัจจเวกขณญาณ ย่อมเป็นไปในสัจจะแม้ ๔ ของภิกษุผู้แทง
ตลอดสัจจะแล้ว ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์. ปฏิเวธญาณอันเป็น
โลกุตระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔ โดยกิจ.
เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์. ผู้นั้น
ย่อมเห็นแม้ทุกขสมุทัย. ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธ.
ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา๑ ดังนี้.
พึงกล่าวถึงทุกข์ทั้งหมด. แม้ในนิทเทสนี้ ท่านก็กล่าวถึงทุกข์นี้แหละ
โดยวาระนี้. อนึ่ง แม้โลกุตระนั้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า โลกุตระ
ย่อมได้ซึ่งชื่อทั้งหลาย มีอาทิว่า ทุกฺเข าณํ - การรู้ทุกข์. แต่ในที่นี้
๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๑๑.