Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 1048

เล่ม มมร. 68 หน้า 1048 ข้อ 267
มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว. บทมีอาทิว่า มคฺคสมงฺคิสฺส าณํ ทุกฺเข- เปตํ าณํ - ญานของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคนี้ เป็น ทุกขญาณ ท่านกล่าวด้วยสามารถการตรัสรู้อย่างเดียว ดุจในหมวด ๔ ตามลำดับ. จริงอยู่ สัจญาณมี ๒ อย่าง คือ โลกิยะ ๑ โลกุตระ ๑. โลกิยะมี ๒ คือ อนุโพธญาณ ๑ ปัจจเวกขณญาณ ๑. อนุโพธญาณ ย่อมเป็นไปในนิโรธและมรรค ด้วยสามารถ การได้ฟังมาเป็นต้นของอาทิกรรมิกภิกษุ. ย่อมเป็นไปในทุกข์และ สมุทัย ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์. ปัจจเวกขณญาณ ย่อมเป็นไปในสัจจะแม้ ๔ ของภิกษุผู้แทง ตลอดสัจจะแล้ว ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์. ปฏิเวธญาณอันเป็น โลกุตระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔ โดยกิจ. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์. ผู้นั้น ย่อมเห็นแม้ทุกขสมุทัย. ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธ. ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา๑ ดังนี้. พึงกล่าวถึงทุกข์ทั้งหมด. แม้ในนิทเทสนี้ ท่านก็กล่าวถึงทุกข์นี้แหละ โดยวาระนี้. อนึ่ง แม้โลกุตระนั้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า โลกุตระ ย่อมได้ซึ่งชื่อทั้งหลาย มีอาทิว่า ทุกฺเข าณํ - การรู้ทุกข์. แต่ในที่นี้ ๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๑๑.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka