Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 1049

เล่ม มมร. 68 หน้า 1049 ข้อ 267
ท่านประสงค์เอาโลกิยญาณเท่านั้น. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระ จึงกล่าวว่า ตตฺถ ตมํ ทุกฺเข าณํ - ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณ เป็นไฉน ? ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขํ อารพฺภ - ปรารภทุกข์ คือ หน่วงเหนี่ยวทุกขสัจ. คือทำให้เป็นอารมณ์. ในบทมีอาทิว่า ปญฺา พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้. ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่าให้รู้ กล่าวคือ ทำอรรถนั้น ๆ ให้ปรากฏ. อีก อย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ธรรมทั้งหลาย โดยประการนั้น ๆ มีความไม่เที่ยงเป็นต้น. บทนี้ เป็นสภาวบทของปัญญานั้น. อาการ รู้ชัด ชื่อ ปชานนา. ชื่อว่า วิจยะ เพราะเลือกเฟ้นถึงความไม่เที่ยง เป็นต้น. บทว่า ปวิจยะ - ความค้นคว้า เพิ่มบทอุปสรรคลงไป ได้แก่ห ความเลือกเฟ้นโดยทั่วไป. ชื่อว่า ธรรมวิจยะ เพราะความสอดส่อง จตุสัจธรรม.. ชื่อว่า สัลลักขณะ - ความกำหนดดี ด้วยสามารถการ กำหนดความไม่เที่ยงเป็นต้นโดยชอบ. ท่านกล่าวว่า สัลลักขณานั้น แหละ คือ อุปลักขณา - ความเข้าไปกำหนด ปัจจุปลักขณา - ความ เข้าไปกำหนดเฉพาะ โดยต่างกันที่อุปสรรค. อธิบายว่า การกำหนด อย่างสูง ชื่อว่า ความเข้าไปกำหนดอาศัยธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้น เหล่านั้นๆ. ความเป็นบัณฑิต ชื่อว่า ปณฺฑิจฺจํ. ความเป็นผู้ฉลาด ชื่อว่า โกสลฺลํ. ความเป็นผู้ละเอียด ชื่อว่า เนปุญฺํ. ชื่อว่า เวภพฺยา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka