มีอาวาสมัจฉริยะเป็นต้น. บทว่า สโ - โอ้อวด คือ เต็มไปด้วยความ
หลอกลวง. บทว่า มายาวี - เจ้าเล่ห์ คือ ปกปิดความชั่วที่ตนทำ.
บทว่า ปาปิจฺโฉ - มีความปรารถนาลามก คือ เป็นผู้ทุศีลปรารถนา
ความยกย่องที่ไม่มี. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺิ ได้แก่ นัตถิกวาที - มิวาทะ
ว่าไม่มี อเหตุกวาที - ทีวาทะว่าไม่มีเหตุ อกิริยวาที - มีวาทะว่าไม่เป็นอัน
ทำ. บทว่า สนฺทิฏฺิปรามาสี คือ ลูบคลำทิฏฐิของตนเองเท่านั้น.
บทว่า อาธานคฺคาหิ. คือ ถือมั่น.
บทว่า ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี คือ ไม่สามารถสละสิ่งที่ตนถือได้.
ส่วนในขุททกวิภังค์ ท่านกล่าวถึงธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ด้วยสามารถเป็น
ประธานว่า มูลเหตุแห่งวิวาท ๖ เป็นไฉน ? คือ โกธะ ๑ มักขะ ๑
อิสสา ๑ สาเถยยะ ๑ ปาปิจฉา ๑ สันทิฏฐิปรามาสี - การยึดถือทิฏฐิ
ของตน ๑. นี้ คือ มูลเหตุแห่งวิวาท ๖ อย่าง.๑
บทว่า ฉหิ ตณฺหากาเยหิ - ด้วยกองตัณหา ๖ คือ ด้วย
ตัณหา ๖ ดังที่กล่าวแล้ว คือ รูปตัณหา ๑ สัททตัณหา ๑ คันธ
ตัณหา ๑ รสตัณหา ๑ โผฏฐัพพตัณหา ๑ ธรรมตัณหา๒ ๑ ในตัณหา
เหล่านั้น เพราะตัณหาอย่างหนึ่ง ๆ ย่อมมีไม่น้อย เพราะเกิดบ่อย ๆ
ในอารมณ์แม้อย่างหนึ่ง ๆ เพราะมีอารมณ์มาก. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว
๑. อภิ. วิ. ๓๕/ ๙๙๑. ๒. อภิ. วิ . ๓๕/๙๙๔.