ไป แม้การแสดงครั้งเดียวก็ไม่ผิด พ้นไป ไม่เกี่ยวข้อง. บทว่า สพฺพโส
คือ โดยประการทั้งปวง. บทว่า อาสวฏฺานิเยหิ ธมฺเมหิ จากธรรมอันเป็น
ที่ตั้งแห่งอาสวะ ความว่า จากกิเลสอันเป็นเหตุของอาสวะทั้งหลายด้วยการ
เกี่ยวข้อง.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า พฺยนฺตีภูตํ ความสิ้นสูญไป คือ ปราศจาก
ความใคร่ อธิบายว่า หมดตัณหา. จากไหน จากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง
อาสวะโดยประการทั้งปวง คือ จากธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งปวง. ในที่นี้
ท่านกล่าวถึงโลกิยมรรคและโลกุตรมรรคของพระขีณาสพ ด้วยขีณาสวพละ ๑๐
อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า พละกำหนดรู้ทุกข์ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีสภาพ
ไม่เที่ยง พละละสมุทัยว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง พละทำ
ให้แจ้งนิโรธว่า จิตโน้มไปในวิเวก พละในการเจริญมรรค ๗ อย่างมีอาทิว่า
สติปัฏฐาน ๔. อิทธิพละ ๑๐ อย่างจักมีแจ้งในอิทธิกถา.
พึงทราบวินิจฉัยในตถาคตพลนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า ตถาคตพลานิ
คือกำลังของพระตถาคตเท่านั้น ไม่ทั่วไปด้วยชนเหล่าอื่น หรือว่าพละอันมา
แล้วเหมือนอย่างพละของพระพุทธเจ้าแต่ก่อนมาแล้วด้วยการสะสมบุญ. ในบท
นั้น ตถาคตพละมี ๒ อย่าง คือ กายพละ ๑ ญาณพละ ๑ ในพละ ๒ อย่างนั้น
พึงทราบกายพละโดยติดตามถึงตระกูลช้าง. สมดังที่ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลาย
กล่าวไว้ว่า
ตระกูลช้าง ๑๐ เหล่านี้ คือ กาฬาวกะ ๑ คังเคยยะ ๑
ปัณฑระ ๑ ตัมพะ ๑ ปิงคละ ๑ คันธะ ๑ มังคละ ๑
เหมะ ๑ อุโปสถะ ๑ ฉัททันตะ ๑.