พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ปุญฺาภิสงฺขาโร ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า
บุญ เพราะกลั่นกรองการกระทำของตน ยังอัธยาศัยของบุคคลนั้นให้เต็ม และ
ยังความเจริญน่าบูชาให้เกิด. ชื่อว่า อภิสังขาร เพราะปรุงแต่งวิบากและ
กฏัตตารูป. การปรุงแต่งชื่อว่าปุญญาภิสังขาร การปรุงแต่งบาปโดยตรงกันข้าม
กับบุญชื่อว่าอปุญญาภิสังขาร. ชื่อว่า อเนญชาภิสังขาร เพราะปรุงแต่งความ
ไม่หวั่นไหว.
ปุญญาภิสังขารมีเจตนา ๑๓ คือ กามาวจรกุศลเจตนา ๘ เป็นไปด้วย
อำนาจแห่งทาน ศีล ภาวนาเป็นต้น และรูปาวจรกุศลเจตนา ๕ เป็นไปด้วย
อำนาจแห่งภาวนา. อปุญญาภิสังขารมีอกุศลเจตนา ๑๒ เป็นไปด้วยอำนาจแห่ง
ปาณาติบาตเป็นต้น. อเนญชาภิสังขารมีอรูปาวจรเจตนา ๔ เป็นไปด้วยอำนาจ
แห่งภาวนาเท่านั้น เพราะเหตุนั้น สังขาร ๓ มีเจตนา ๒๙.
ในกายสังขารเป็นต้นมีความดังนี้. ชื่อว่า กายสังขาร เพราะเป็น
ไปทางกาย หรือปรุงแต่งกาย. แม้ในวจีสังขารและจิตตสังขาร ก็มีนัยนี้เหมือน
กัน. ท่านกล่าวติกะนี้เพื่อให้เห็นความเป็นไปทางทวารแห่งปุญญาภิสังขาร
เป็นต้น ในขณะประมวลกรรมไว้. เจตนา ๒๑ คือ กามาวจรกุศลเจตนา ๘
อกุศลเจตนา ๑๒ อภิญญาเจตนา ๑ ยังกายวิญญัติ (ให้รู้ทางกาย) ให้ตั้งขึ้น
แล้วเป็นไปทางกายทวาร ชื่อว่า กายสังขาร. เจตนาเหล่านั้นนั่นแหละยังวจี-
วิญญัติ (ให้รู้ทางวาจา) ให้ตั้งขึ้น แล้วเป็นไปทางวจีทวาร ชื่อว่า วจีสังขาร.
ส่วนเจตนา ๒๙ แม้ทั้งหมดเป็นไปในมโนทวาร ชื่อว่า จิตตสังขาร.
ในบทมีอาทิว่า อตีตา สงฺขารา สังสารส่วนอดีต มีความดังต่อไปนี้.
สังขตธรรมแม้ทั้งหมด ถึงคราวของตนดับไป ชื่อว่าสังขารส่วนอดีต. สังขต-
ธรรมยังไม่ถึงคราวของตน ชื่อว่าสังขารส่วนอนาคต. สังขตธรรมถึงคราว
ของตน ชื่อว่าสังขารส่วนปัจจุบัน.