Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 69 หน้าที่ 647

เล่ม มมร. 69 หน้า 647 ข้อ 658
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ปุญฺาภิสงฺขาโร ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า บุญ เพราะกลั่นกรองการกระทำของตน ยังอัธยาศัยของบุคคลนั้นให้เต็ม และ ยังความเจริญน่าบูชาให้เกิด. ชื่อว่า อภิสังขาร เพราะปรุงแต่งวิบากและ กฏัตตารูป. การปรุงแต่งชื่อว่าปุญญาภิสังขาร การปรุงแต่งบาปโดยตรงกันข้าม กับบุญชื่อว่าอปุญญาภิสังขาร. ชื่อว่า อเนญชาภิสังขาร เพราะปรุงแต่งความ ไม่หวั่นไหว. ปุญญาภิสังขารมีเจตนา ๑๓ คือ กามาวจรกุศลเจตนา ๘ เป็นไปด้วย อำนาจแห่งทาน ศีล ภาวนาเป็นต้น และรูปาวจรกุศลเจตนา ๕ เป็นไปด้วย อำนาจแห่งภาวนา. อปุญญาภิสังขารมีอกุศลเจตนา ๑๒ เป็นไปด้วยอำนาจแห่ง ปาณาติบาตเป็นต้น. อเนญชาภิสังขารมีอรูปาวจรเจตนา ๔ เป็นไปด้วยอำนาจ แห่งภาวนาเท่านั้น เพราะเหตุนั้น สังขาร ๓ มีเจตนา ๒๙. ในกายสังขารเป็นต้นมีความดังนี้. ชื่อว่า กายสังขาร เพราะเป็น ไปทางกาย หรือปรุงแต่งกาย. แม้ในวจีสังขารและจิตตสังขาร ก็มีนัยนี้เหมือน กัน. ท่านกล่าวติกะนี้เพื่อให้เห็นความเป็นไปทางทวารแห่งปุญญาภิสังขาร เป็นต้น ในขณะประมวลกรรมไว้. เจตนา ๒๑ คือ กามาวจรกุศลเจตนา ๘ อกุศลเจตนา ๑๒ อภิญญาเจตนา ๑ ยังกายวิญญัติ (ให้รู้ทางกาย) ให้ตั้งขึ้น แล้วเป็นไปทางกายทวาร ชื่อว่า กายสังขาร. เจตนาเหล่านั้นนั่นแหละยังวจี- วิญญัติ (ให้รู้ทางวาจา) ให้ตั้งขึ้น แล้วเป็นไปทางวจีทวาร ชื่อว่า วจีสังขาร. ส่วนเจตนา ๒๙ แม้ทั้งหมดเป็นไปในมโนทวาร ชื่อว่า จิตตสังขาร. ในบทมีอาทิว่า อตีตา สงฺขารา สังสารส่วนอดีต มีความดังต่อไปนี้. สังขตธรรมแม้ทั้งหมด ถึงคราวของตนดับไป ชื่อว่าสังขารส่วนอดีต. สังขต- ธรรมยังไม่ถึงคราวของตน ชื่อว่าสังขารส่วนอนาคต. สังขตธรรมถึงคราว ของตน ชื่อว่าสังขารส่วนปัจจุบัน.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka