ไม่พูดถึงความเกิดเป็นต้นแห่งความเกิดเป็นต้น แต่เพราะตกไปในกระแสแห่ง
ลักษณะพึงทราบว่าท่านเขียนทำให้ตกไปในกระแส. อนึ่ง ท่านกล่าวว่าใน
อภิธรรมมิได้ยกขึ้นว่า องค์แห่งฌานแม้ได้ในสังคหวารแห่งมโนธาตุและมโน-
วิญญาณธาตุอันเป็นอเหตุกวิบาก ก็ตกไปในกระแสแห่งวิญญาณ ๕ ฉันใด
แม้ในที่นี้ก็พึงทราบความที่ลักษณะตกไปในกระแสฉันนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ความเกิดเป็นต้นแห่งสังขารทั้งหลายอันมีชาติ ชรา
และมรณะ พึงทราบว่าท่านกล่าวทำสังขารเหล่านั้นดุจในบทว่า เห็นชาติชรา
และมรณะโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง.
บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท วิกฺขมฺภิโต เจว สุญฺโ จ
กามฉันทะอันเนกขัมมะข่มแล้วและสูญไป คือ กามฉันทะอันเนกขัมมะข่มแล้ว
และสูญไปเพราะเนกขัมมะ กล่าวคืออันเนกขัมมะนั้นแหละข่ม เพราะไม่มี
เนกขัมมะในกามฉันทะนั้น. แม้ในบทที่เหลือก็พึงทำการประกอบอย่างนั้น.
อนึ่ง แม้ในตทังคปหานะและสมุจเฉทปหานะท่านก็กล่าวถึงการข่มด้วยอรรถว่า
ทำให้ไกลด้วยบทนี้ว่า ละด้วยตทังคะและสมุจเฉทะเป็นอันทำให้ไกลแล้วนั่นเอง.
บทว่า เนกฺขมฺเมน กามฉนฺโท ตทงฺคสุญฺโ กามฉันทะเป็น
ตทังคสูญ (สูญเพราะองค์นั้น ๆ) เพราะเนกขัมมะ คือ กามฉันทะละได้ด้วย
เนกขัมมะ. สูญไปด้วยองค์ คือ เนกขัมมะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง กามฉันทะ
อย่างใดอย่างหนึ่งสูญไปด้วยองค์นั้นอันเป็นเนกขัมมะ เพราะไม่มีเนกขัมมะใน
กามฉันทะนั้น. แม้ในบทที่เหลือก็พึงทราบการประกอบอย่างนั้น. อนึ่ง ใน
บทนี้ท่านชี้แจงความสูญเพราะองค์นั้น ๆ ด้วยอุปจารฌานและอัปปนาฌานและ
ด้วยวิปัสสนาเพียงความไม่มีองค์นั้น ๆ ในกามฉันทะนั้น ๆ แต่ท่านชี้แจง
วิปัสสนาทำวิวัฏฏานุปัสสนา (การเห็นนิพพาน) ให้เป็นที่สุด เพราะไม่มีคำ
แสดงถึงการละ ท่านมิได้ชี้แจงถึงมรรค ๔.