เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายฐานะนั้นในสังขารทั้งปวง. พึงทราบว่าท่านกล่าวถึง
อัคคสูญและปรมัตถสูญ เพื่อให้เกิดอุตสาหะในนิพพาน.
ในความสูญเหล่านั้น ความสูญ ๒ อย่าง คือ อัคคสูญและปรมัตถสูญ
โดยอรรถได้แก่นิพพานนั่นเอง ท่านกล่าวทำเป็น ๒ อย่างด้วยอำนาจแห่งความ
เลิศและมีประโยชน์อย่างยิ่ง และด้วยอำนาจแห่งสอุปาทิเสส และอนุปาทิเสส.
ความสูญ ๒ อย่างเหล่านั้น มีส่วนเสมอกันเพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วย
ตนและสูญจากสังขาร. ความสูญ ๖ อย่างเหล่านี้ คือ สูญสูญ ๑ ภายในสูญ ๑
ภายนอกสูญ ๑ ทั้งภายในและภายนอกสูญ ๑ ส่วนเสมอกันสูญ ๑ ส่วนไม่-
เสมอกันสูญ ๑ เป็นอันสูญสูญทั้งหมด. อนึ่ง ท่านกล่าวความสูญ ๖ อย่างโดย
ประเภทมิภายในสูญเป็นต้น. อนึ่ง ความสูญ ๖ อย่างเหล่านั้นชื่อว่ามีส่วน
เสมอกัน เพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นต้น. ความสูญ ๑๗ อย่าง
คือ สังขารสูญ ๑ วิปริณามธรรมสูญ ๑ ลักษณสูญ ๑ วิกขัมภนสูญ ๑
ตทังคสูญ ๑ สมุจเฉทสูญ ๑ ปฏิปัสสัทธิสูญ ๑ นิสสรณสูญ ๑ เอสนาสูญ ๑
ปริคคหสูญ ๑ ปฏิลาภสูญ ๑ ปฏิเวธสูญ ๑ เอกัตตสูญ ๑ นานัตตสูญ ๑
ขันติสูญ ๑ อธิษฐานสูญ ๑ ปริโยคาหสูญ ๑ ท่านกล่าวไว้ต่างหากกันด้วย
อำนาจแห่งความไม่มี เพราะสูญจากธรรมนั้น ๆ อันไม่มีในตน.
อนึ่ง สังขารสูญ วิปริณามธรรมสูญ ลักษณสูญมีส่วนเสมอกัน ด้วย
การไม่ปนกับความสูญนอกนั้น. ความสูญ ๕ มีวิกขัมภนสูญเป็นต้น ชื่อว่า
มีส่วนเสมอกัน เพราะความสูญไปด้วยธรรมฝ่ายกุศล. ความสูญ ๔ มีเอสนาสูญ
เป็นต้น และความสูญ ๓ มีขันติสูญเป็นต้น ชื่อว่ามีส่วนเสมอกัน เพราะ
สูญไปจากธรรมฝ่ายอกุศล. เอกัตตสูญและนานัตตสูญ มีส่วนเสมอกันด้วย
ตรงกันข้ามของกันและกัน.
ท่านผู้รู้อรรถแห่งความสูญ ย่อมพรรณนาไว้ใน
ศาสนานี้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงโดยย่อเป็นความสูญ
๓ ส่วน ๒ ส่วน และ ๑ ส่วน.