Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 69 หน้าที่ 685

เล่ม มมร. 69 หน้า 685 ข้อ 678
ปัญญาในบทมีอาทิว่า นานาอตฺถา มีอรรถต่าง ๆ ของพระอริยเจ้าเท่านั้น. บทว่า ปุถุชฺชนสาธารเณ ธมฺเม ในธรรมทั่วไปแก่ปุถุชน คือโลกิยธรรม. ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ปุถุชนปัญญา เพราะปัญญาหนา ปัญญาแผนกหนึ่ง เพราะมีนิพพานอันเป็นของใหญ่เป็นอารมณ์จากโลกิยะโดยปริยายในที่สุดนี้. บทว่า วิปุลปญฺา พึงทราบความนัยแห่งมหาปัญญา. เมื่อกำหนดธรรม ตามที่กล่าวแล้ว พึงทราบความไพบูลย์ของปัญญากำหนดธรรมเหล่านั้นเพราะ มีคุณใหญ่และปัญญากำหนดธรรมเหล่านั้นเพราะความใหญ่ และกำหนดธรรม เพราะความใหญ่ เพราะความยิ่งใหญ่ด้วยตนเองเท่านั้น. คัมภีร์ปัญญาพึงทราบ โดยนัยแห่งปุถุปัญญา. ธรรมเหล่านั้น อันไม่พึงได้ และปัญญานั้น ชื่อว่า คัมภีรา เพราะปกติชนไม่พึงได้. บทว่า ยสฺส ปุคฺคลสฺส คือ แห่งพระอริยบุคคลนั่นแหละ. บทว่า อญฺโ โกจิ ใครอื่น คือ ปุถุชน. บทว่า อภิสมฺภวิตุํ เพื่อครอบงำได้ คือ เพื่อถึงพร้อมได้. บทว่า อนภิสมฺภวนีโย อันใครๆ ครอบงำไม่ได้ คือ อันใคร ๆ ไม่สามารถบรรลุได้. บทว่า อญฺเหิ คือ ปุถุชนนั่นแหละ. บทว่า อฏฺมกสฺส ของบุคคลที่ ๘ คือของท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาบัติมรรค เป็นบุคคลที่ ๘ นับตั้งแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล. บทว่า ทูเร คือในที่ไกล. บทว่า วิทูเร คือไกลเป็นพิเศษ. บทว่า สุวิทูเร คือไกลแสนไกล. บทว่า น สนฺติเก คือไม่ใกล้. บทว่า น สามนฺตา คือในส่วนไม่ใกล้. คำประกอบ คำปฏิเสธทั้งสองนี้ กำหนดถึงความไกลนั่นเอง. บทว่า อุปาทาย คืออาศัย บทว่า โสตาปนฺนสฺส คือท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวว่า มรรคปัญญานั้น ๆ ห่างไกลจากผลปัญญานั้น ๆ. บทว่า ปจฺเจกฺสมฺพุทฺโธ แปลกกันด้วยอุปสรรค. ทั้งสองบทนี้ บริสุทธิ์เหมือนกัน.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka