ลักษณการทำเกินกว่าการทำ. มานะ มีลักษณะถือตัว. อติมานะ มีลักษณะ
ถือตัวยิ่ง. มทะ มีลักษณะมัวเมา. ปมาทะ มีลักษณะปล่อยจิตในกามคุณ ๕.
ด้วยบทว่า ราโค อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺา เป็นปัญญาย่ำยี
ราคะอันเป็นข้าศึกเป็นต้น ท่านอธิบายไว้อย่างไร กิเลสมีราคะเป็นต้น ชื่อว่า
ภูอริ เพราะอรรถว่าเป็นข้าศึกในจิตสันดาน. ท่านกล่าว่า ภูริ เพราะลบ อ
อักษรด้วยบทสนธิ. พึงทราบว่าเมื่อควรจะกล่าวว่า ปัญญาย่ำยี ภูริ นั้นชื่อว่า
ภูริมทฺทนิปญฺา ท่านกล่าวว่า ภูริปญฺา เพราะลบ มทฺทนิ ศัพท์เสีย.
อนึ่ง บทว่า ตํ อรึ มทฺทนี ท่านกำหนดบทว่า เตสํ อรีนํ มทฺทนี
การย่ำยีข้าศึกเหล่านั้น. บทว่า ปวีสมาย เสมอด้วยแผ่นดิน คือ ชื่อว่า
เสมอด้วยแผ่นดิน เพราะอรรถว่ากว้างขวางไพบูลนั่นเอง. บทว่า วิตฺถตาย
กว้างขวาง คือแผ่ไปในวิสัยที่ควรรู้ได้ ไม่เป็นไปในเอกเทศ. บทว่า วิปุลาย
ไพบูลคือโอฬาร. แต่มาในมหานิเทศว่า วิปุลาย วิตฺถตาย ไพบูล กว้างขวาง.
บทว่า สมนฺนาคโต คือบุคคลผู้ประกอบแล้ว. อิติศัพท์ ลงในอรรถว่า
เหตุ ความว่า ด้วยเหตุนี้ปัญญาของบุคคลนั้น ชื่อว่า ภูริปัญญา เพราะ
บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยภูริปัญญา เพราะเหตุนั้น บุคคลย่อมยินดีในอรรถที่
เจริญแล้ว เมื่อควรจะกล่าวว่า ภูริปญฺสฺส ปญฺา ภูริปญฺปญฺา
ปัญญาของบุคคลผู้ประกอบด้วยภูริปัญญา ชื่อว่า ภูริปัญญปัญญา ท่านกล่าว
ภูริปญฺา เพราะลบ ปญฺญาศัพท์ เสียศัพท์หนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
ภูริปญฺา เพราะมีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน. บทว่า อปิจ ท่านกล่าวเพื่อให้
เห็นปริยายอย่างอื่น. บทว่า ปญฺายเมตํ คำว่า ภูริ นี้ เป็นชื่อของ
ปัญญา. บทว่า อธิวจนํ เป็นคำกล่าวยิ่งนัก. บทว่า ภูริ ชื่อว่า ภูริ เพราะ
อรรถว่า ย่อมยินดีในอรรถที่เจริญแล้ว. บทว่า เมธา ปัญญาชื่อว่า เมธา