ผู้เป็นพระขีณาสพผู้ถึงความชำนาญทางจิต. บทว่า อิธ ภิกฺขุ คือ ภิกษุผู้เป็น
พระขีณาสพในศาสนานี้. บทว่า อนิฏฺสฺมึ วตฺถุสฺมึ ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา
คือในวัตถุ ในสัตว์ หรือในสังขารที่ไม่ชอบใจ ด้วยอารมณ์ปกติ. บทว่า
เมตฺตาย วา ผรติ ภิกษุแผ่ไปด้วยเมตตา คือ หากเป็นสัตว์ ย่อมแผ่ไปด้วย
เมตตาภาวนา. บทว่า ธาตุโต วา อุปสํหรติ น้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุ
คือ หากว่าเป็นสังขาร ย่อมน้อมเข้าไปซึ่งธาตุมนสิการว่า สักว่าเป็นธาตุ การ
น้อมเข้าไปแม้ในสัตว์ว่าเป็นธาตุก็ควร. บทว่า อสุภาย วา ผรติ ย่อมแผ่
ไปโดยความไม่งาม คือหากว่าเป็นสัตว์ ย่อมแผ่ไปโดยอสุภภาวนา. บทว่า
อนิจฺจโต วา อุปสํหรติ ย่อมน้อมเข้าไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง คือ
หากว่าเป็นสังขารย่อมน้อมเข้าไปซึ่งมนสิการว่า เป็นของไม่เที่ยง. บทว่า
ตทุภยํ ตัดบทเป็น ตํ อุภยํ ได้แก่ ทั้งสองนั้น. บทว่า อุเปกฺขโก
มีอุเบกขา คือ มีอุเบกขาด้วยอุเบกขามีองค์ ๖. บทว่า สโต มีสติ คือ
เพราะถึงความเป็นผู้ไพบูลย์ด้วยสติ. บทว่า สมฺปชาโน มีสัมปชัญญะ
เพราะเป็นผู้มีความรู้สึกด้วยปัญญา. บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เห็นรูป
ด้วยจักษุ คือ เห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณอันสามารถในการเห็นรูปที่ได้ โวหารว่า
จักษุ ด้วยอำนาจแห่งเหตุ แต่พระโบราณาจารย์กล่าวว่า จักษุย่อมไม่เห็นรูป
เพราะจักษุไม่มีจิต จิตย่อมไม่เห็นรูป เพราะจิตไม่มีจักษุ แต่ในเมื่อกระทบกัน
ทางทวารารัมมณะ ย่อมเห็นได้ด้วยจิตมีปสาทเป็นวัตถุ. อนึ่ง กถาเช่นนี้ นี้ชื่อว่า
สสัมภารกถา (กถาเจือปนกัน ) ดุจในบทว่า แทงด้วยธนู เพราะฉะนั้น
ในบทนี้จึงมีอธิบายว่า เห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณ. อีกอย่างหนึ่ง เห็นรูปด้วย
จักษุเป็นเหตุ. บทว่า เนว สุมโน โหติ ไม่ดีใจ คือ ปฏิเสธความโสมนัส
อาศัยเรือน มิใช่โสมนัสเวทนาอันเป็นกิริยา. บทว่า น ทุมฺมโน ไม่เสียใจ