ขัมมะย่อมสำเร็จในบทเหล่านั้น. บทว่า กามฉนฺทํ ปฏิหรติ เนกขัมมะย่อม
กำจัดกามฉันทะได้ คือเนกขัมมะเป็นกำลังเฉพาะย่อมนำออกคือละกามฉันทะอัน
เป็นปฏิปักษ์ของตน เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะนั่นแหละ จึงชื่อว่าปาฏิหาริยะ. บท
ว่า เย เตน เนกฺขมฺเมน สมนฺนาคตา ชนเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้น
คือ บุคคลเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้นนำกามฉันทะออกไปอย่างนี้ด้วย
การได้เฉพาะ. บทว่า วิสุทฺธจิตฺตา คือมีจิตบริสุทธิ์เพราะไม่มีกามฉันทะ.
บทว่า อนาวิลสงฺกปฺปา มีความดำริไม่ขุ่นมัว คือมีความดำริในเนกขัมมะไม่
ขุ่นมัวด้วยการดำริถึงกาม. บทว่า อิติ อาเทสนาปาฏิหาริยํ เพราะเหตุนั้น
เนกขัมมะจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ คือ เนกขัมมะเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์อย่าง
นี้ด้วยจิตเป็นอื่นเป็นกุศล ด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอื่นหรือด้วยพระพุทธสาวก
ทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบทำอาเทสนศัพท์ให้เป็นปาฐะที่เหลือ
เพราะเหตุนั้น การทายใจอย่างนี้ชื่อว่าอาเทศนาปาฏิหาริยะ. บทว่า เอวํ อาเส-
วิตพฺพํ พึงเสพอย่างนี้ คือพึงเสพด้วยประการนี้แต่ต้นใน ๓ บทที่เหลือก็มีนัยนี้
เหมือนกัน. บทว่า ตทนุธมฺมตา สติ อุปฏฺาเปตพฺพา พึงตั้งสติเป็นธรรมดา
ตามสมควรคือพึงตั้งสติอันช่วยเนกขัมมะนั้นให้ยิ่งยวดใน บทว่า อิติ อนุสาส-
นีปฏิหาริยํ เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริยะนี้พึงทำการ
ประกอบดุจด้วยการประกอบอาเทศนาปาฏิหาริยะ แม้ในพยาบาทเป็นต้นก็มี
นัยนี้เหมือนกัน แต่ปาฐะท่านย่อฌานเป็นต้นแล้วเขียนแสดงอรหัตมรรคไว้ใน
ที่สุด พึงทราบว่าท่านกล่าวบทมีอาทิว่า เอวํ อาเสวิตพฺโพ พึงเสพอย่างนี้
ด้วยเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรคเพราะเป็นไปในขณะจิตดวงเดียว จริงอยู่พึง
ทราบว่า เมื่อยังมรรคให้เกิดด้วยวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีกล่าวคือโลกิยะ