การบริกรรมกสิณนั้นแหละชื่อว่าย่อมรู้ด้วยการเข้าถึง เมื่อเริ่มปฐมวิปัสสนาย่อมรู้
ย่อมรู้ว่าภิกษุนั้นเริ่มวิปัสสนา ยังโสดาปัตติมรรคให้เกิด ฯลฯ หรือยังอรหัต-
มรรคให้เกิดด้วยอาการใด ชื่อว่าย่อมรู้โดยส่วนเบื้องต้น ย่อมรู้ว่ามโนสังขาร
ตั้งอยู่แก่จิตนี้ ภิกษุจักตรึกถึงจิตชื่อนี้ในลำดับแห่งจิตชื่อนี้ หรือเมื่อภิกษุ
ออกจากจิตนี้ สมาธิอันเป็นส่วนแห่งความเสื่อมจักมีจักให้สมาธิอันเป็นส่วนแห่ง
ความตั้งอยู่ อันเป็นส่วนแห่งความวิเศษอันเป็นส่วนแห่งความทำลาย หรือ
อภิญญาด้วยอาการใดชื่อว่าตรวจดูจิตในภายในสมาบัติแล้วรู้. บทว่า พหุญฺเจปิ
อาทิสติ ถึงแม้ภิกษุนั้นทายใจไว้เป็นอันมาก คือถึงแม้กล่าวไว้เป็นอันมาก
ด้วย ประเภท ๑๖ มี สราคะเป็นต้นเพราะทำเจโตปริยญาณให้เป็นอารมณ์แห่ง
จิตและเจตสิก พึงทราบว่ามิใช่ด้วยสามารถอย่างอื่น. บทว่า ตเถว ตํ โหติ
การทายใจนั้นก็เป็นอย่างนั้น คือการรู้โดยเจโตปริยญาณก็เป็นอย่างนั้นโดย
ส่วนเดียวไม่มีโดยประการอื่น. บทว่า เอวํ วิตกฺเกถ จงตรึกอย่างนี้คือจงตรึก
ยังเนกขัมมวิตกเป็นต้นให้เป็นไปอย่างนี้. บทว่า มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ จง
อย่าตรึกอย่างนี้ คือจงอย่าตรึกให้กามวิตกเป็นต้นเป็นไปอย่างนี้. บทว่า เอวํ
มนสิ กโรถ จงทำไว้ในใจอย่างนี้คือจงทำไว้ในใจซึ่งอนิจจสัญญาหรือในทุกข-
สัญญาเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า มาเอวํ มนสากริตฺถ จงอย่าทำในใจ
อย่างนี้คือจงอย่าทำในใจโดยนัยมีอาทิว่าเที่ยงเป็นต้นอย่างนี้. บทว่าอิทํ ปชหถ
จงละธรรมนี้คือจงละกามคุณ ๕ และราคะเป็นต้นนี้. บทว่า อิทํ อุปสมฺปชฺช
วิหรถ จงเข้าถึงธรรมนี้อยู่เถิด คือ จงบรรลุให้สำเร็จโลกุตรธรรมอันมี
ประเภทเป็นมรรค ๔ ผล ๔ นี้อยู่เถิด.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงปริยายอื่นในอิทธิปาฏิหาริย์โดย
วิเศษจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ อิชฺฌตีติ อิทฺธิ ชื่อว่าอิทธิเพราะเนก-