ไม่ซ่องเสพมิจฉาทิฏฐิ เพราะเห็นกรรมและผลของการ
กระทำ แม้จะไปเกิดในสวรรค์ก็จะไม่เกิดเป็นอสัญญีสัตว์
ในเหล่าเทพชั้นสุทธาวาส ก็ไม่มีเหตุที่จะไปเกิด. เป็น
สัตบุรุษ น้อมใจไปในเนกขัมมะ พรากจากภพน้อยใหญ่
ประพฤติแต่ประโยชน์แก่โลก บำเพ็ญบารมีทั้งปวง ดังนี้.
ก็เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นบำเพ็ญบารมีทั้งหลายอยู่ ไม่มีปริมาณของ
อัตภาพที่บำเพ็ญเพื่อความเป็นผู้มีทานบารมี คือกาลเป็นพราหมณ์ชื่อว่า
อกิตติ กาลเป็นพราหมณ์ชื่อ สังขะ กาลเป็นพระเจ้าธนัญชัย กาลเป็น
พระเจ้ามหาสุทัสสนะ กาลเป็นมหาโควินทะ กาลเป็นพระเจ้านิมิมหา-
ราช การเป็นพระจันทกุมาร กาลเป็นวิสัยหเศรษฐี กาลเป็นพระเจ้า
สีวิราช กาลเป็นพระเวสสันดรราชา ก็โดยแท้จริง ในสสบัณฑิตชาดก
ความเป็นทานบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้กระทำการบริจาคคนอย่างนี้ว่า
เราเห็นเขาเข้ามาเพื่อภิกษา จึงบริจาคตนของตน ผู้เสมอ
ด้วยทานของเราไม่มี นี้เป็นทานบารมีของเรา ดังนี้.
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
อนึ่ง อัตภาพที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญความเป็นผู้มีศีลบารมี คือใน
กาลเป็นสีลวนาคราช กาลเป็นจัมเปยยนาคราช กาลเป็นภูริทัตตนาคราช
กาลเป็นพญาช้างฉัตทันต์ กาลเป็นชัยทิสราชบุตร กาลเป็นอลีน-
สัตตุกุมาร ก็เหลือที่จะนับได้. ก็โดยที่แท้ ในสังขปาลชาดก ความ
เป็นผู้มีศีลบารมี ของพระโพธิสัตว์ผู้กระทำการบริจาคคนอยู่อย่างนี้ว่า
เราถูกแทงด้วยหลาวก็ดี ถูกแทงด้วยหอกก็ดี มิได้โกรธ
พวกลูกของนายบ้านเลย นี้เป็นศีลบารมีของเรา ดังนี้.