Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 70 หน้าที่ 362

เล่ม มมร. 70 หน้า 362 ข้อ 2
คือมิตรและเผ่าพันธุ์คือศิลป. บทว่า ยโถธิกานิ ได้แก่ ซึ่งตั้งอยู่ตามเขต ของตน ๆ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบพรรณนาปุตตทารคาถา พรรณนาสังคคาถา คาถาว่า สงฺโค เอโส ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในนครพาราณสี ได้มีพระราชาพระนามว่า ปาทโลล- พรหมทัต พระองค์เสวยยาคูและพระกระยาหารแต่เช้าตรู่ แล้วทอด พระเนตรละคร ๓ อย่าง ในปราสาททั้ง ๓. การฟ้อนชื่อว่ามี ๓ อย่าง คือการฟ้อนอันมาจากพระราชาองค์ก่อน ๑ การฟ้อนอันมาจากพระราชา ต่อมา ๑ การฟ้อนอันตั้งขึ้นในกาลของตน ๑. วันหนึ่ง พระองค์เสด็จ ไปยังปราสาทที่มีนางฟ้อนสาวแต่เช้าตรู่. หญิงฟ้อนเหล่านั้นคิดว่า จักทำ พระราชาให้ยินดี จึงพากันประกอบการฟ้อน การขับ และการประโคม เป็นที่ประทับใจอย่างยิ่ง ประดุจนางอัปสรประกอบถวายแก่ท้าวสักกะผู้ เป็นจอมเทวดาฉะนั้น. พระราชาไม่ทรงยินดีด้วย ดำริว่า นี้ไม่น่าอัศจรรย์ สำหรับคนสาว จึงเสด็จไปยังปราสาทที่มีนางฟ้อนปูนกลาง. หญิงฟ้อน แม้เหล่านั้นก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. พระองค์ก็ไม่ทรงยินดี เหมือนอย่างนั้น แม้ในหญิงฟ้อนปูนกลางนั้น จึงเสด็จไปยังปราสาทที่มี หญิงฟ้อนเป็นคนแก่. แม้หญิงฟ้อนเหล่านั้นก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. พระราชาทรงเห็นการฟ้อนเสมือนกระดูกเล่นแสดง และได้ทรงฟังการขับ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka