เชื่อมความในคาถานี้ว่า เดียรถีย์เหล่านี้ทั้งหมด อยู่ในข่าย หรือ
เข้าไปในภายในข่ายแห่งพระญาณ ด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลส
ของพระองค์ อันมีปกติเห็นโดยไม่ติดขัด คือเห็นธรรมทั้งปวงเว้นจาก
เครื่องกั้นเป็นปกติ อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า าณํ เต นาติวตฺตเร
ความว่า พวกเดียรถีย์เหล่านั้นไม่ล่วงพ้นพระญาณของพระองค์ไปได้.
ในเวลาเสร็จสิ้นการสรรเสริญที่ล่วงแล้วอย่างนี้ เพื่อจะแสดงการ
เริ่มพยากรณ์ของตน พระดาบสจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ภควา ตมฺหิ สมเย
ดังนี้ ในคำนั้น เชื่อมความว่า ในสมัยใด ดาบสสรรเสริญพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ในสมัยนั้น คือกาลเสร็จสิ้นการสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าอโนมทัสสี ชื่อว่าผู้มีพระยศใหญ่ เพราะทรงมีบริวารล่วงพ้น
การนับ ชื่อว่าพระชินะ เพราะทรงชนะกิเลสมารเป็นต้น ทรงออกจาก
สมาธิ คือจากอัปปนาสมาธิ ทรงตรวจดูสกลชมพูทวีปทั้งสิ้นด้วยทิพย-
จักษุ.
เชื่อมความในคาถานี้ว่า พระสาวกนามว่านิสภะ ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสีนั้น ผู้เป็นมุนี คือผู้ประกอบด้วยพระญาณ
กล่าวคือโมนะ อันพระขีณาสพหนึ่งแสนผู้มีจิตสงบ คือมีกิเลสในใจอัน
สงบระงับ ผู้เป็นตาที่บุคคล ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะเป็นผู้มีสภาพไม่หวั่นไหว
ในสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ผู้บริสุทธิ์ คือผู้ประกอบด้วยกาย-
กรรมเป็นต้นอันบริสุทธิ์ มีอภิญญา ๖ ผู้คงที่ คือมีสภาวะอันไม่หวั่นไหว
ด้วยโลกธรรม ๘ ห้อมล้อมแล้ว รู้คือทราบพระดำริของพระพุทธเจ้า
จึงเข้าไปเฝ้าพระโลกนายก คือได้ไปยังที่ใกล้ในทันใดนั้นเอง.