Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 70 หน้าที่ 475

เล่ม มมร. 70 หน้า 475 ข้อ 3
ดอกไม้เป็นอันมากเกิดในน้ำ ได้แก่ดอกปทุมเป็นต้นย่อมบาน คือแย้ม ขยาย ดอกไม้ที่เกิดในน้ำ ย่อมล่วงเลยเดือนนั้น คือเดือน ๑๒ นั้น ไปไม่ได้. บทว่า สมโย ปุปฺผนาย โส ความว่า เดือน ๑๒ นั้นเป็น สมัยคือเวลาแห่งการบาน คือแย้มบาน. ดอกไม้ทั้งหลายย่อมบาน ฉันใด ข้าแต่พระศากยบุตร พระองค์ทรงเป็นผู้บาน คือแย้มบานแล้ว ฉันนั้น เหมือนกัน. บทว่า ปุปฺผิโต เต วิมุตฺติยา ความว่า ภิกษุทั้งหลายผู้เป็น ศิษย์ของพระองค์ กระทำบุญสมภารไว้แล้ว เป็นผู้บานแล้ว คือเป็นผู้ แย้มบานแล้วด้วยวิมุตติ คือด้วยญาณในอรหัตผล. อธิบายว่า ปทุมที่เกิด ในน้ำ ย่อมไม่ล่วงพ้นเวลาที่บาน ฉันใด สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ล่วงเลย คือ ไม่ล่วงพ้นคำสอนคือโอวาทานุสาสนีของพระองค์ ฉันนั้น. บทว่า ยถาปิ เสโล หิมวา ได้แก่ ภูเขาล้วนแล้วด้วยหินชื่อว่า หิมวันต์. ภูเขาหิมวันต์นั้น มีโอสถ คือมีโอสถสำหรับสัตว์ทั้งปวง คือ สำหรับสัตว์ผู้ป่วยไข้ทั้งหมด เป็นที่อยู่ คือเป็นบ้านเรือนของเหล่านาค อสูร และเทวดาทั้งปวงฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ทรงเป็นประดุจโอสถ เพราะทรงปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวงให้ พ้นจากชรา พยาธิ และมรณะเป็นต้น. เชื่อมความว่า ภูเขาหิมวันต์นั้น เป็นที่อยู่ของพวกนาคเป็นต้น ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้ถึง คือผู้บรรลุความ เต็มเปี่ยม คือที่สุดแห่งวิชชา ๓ อภิญญา ๖ และอิทธิฤทธิ์ ก็ย่อมอาศัย พระองค์อยู่ ฉันนั้น. นัยที่คาถาทั้งหลายเนื่องสัมพันธ์กันด้วยอุปมาและ อุปไมย ในหนหลังหรือในเบื้องหน้า บัณฑิตพึงเข้าใจได้ดีทีเดียว. ในคำว่า อาสยานุสยํ ตฺวา นี้ อัธยาศัยคือจริยา ชื่อว่า อาสยะ, กิเลสอย่างแรงกล้า ชื่อว่า อนุสยะ. อธิบายว่า ทรงทราบอัธยาศัยและ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka