อนุสัยคือความเป็นของกิเลส โดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้เป็นราคจริต ผู้นี้เป็น
โทสจริต ผู้นี้เป็นโมหจริต. บทว่า อินฺทฺริยานํ พลาพลํ ความว่า ทรง
รู้อินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้นมีกำลังและไม่มีกำลังอย่างนี้ว่า มีอินทรีย์
แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการไม่ดี ให้รู้ได้ง่าย ให้รู้ได้
ยาก. บทว่า ภพฺพาภพฺเพ วิทิตฺวาน ความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ
พระองค์ทรงรู้แจ้ง คือทรงทำให้ประจักษ์ว่า บุคคลนี้ควร คือสามารถ
บุคคลนี้ไม่ควรเพื่อรู้แจ้งธรรมที่เราแสดงแล้ว จึงทรงบันลือ คือทรง
กระทำจักรวาลทั้งสิ้นให้มีการบันลือเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยการบันลืออัน
ไม่หวาดกลัว ด้วยการบันลือดุจสีหะในการแสดงธรรม เหมือนมหาเมฆ
อันตั้งขึ้นในทวีปทั้ง ๔ บันลืออยู่ฉะนั้น.
บทว่า จกฺกวาฬปริยนฺตา ความว่า บริษัทพึงนั่งเต็มห้องจักรวาล
โดยรอบ. พวกเขานั่งอยู่อย่างนั้น มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน คือมีการถือทัสสนะ
มิใช่น้อย กล่าวต่าง ๆ กัน เกิดแคลงใจ วิวาทกันอยู่ เพื่อจะตัดความ
สงสัย คือเพื่อต้องการจะตัดความรู้ผิดของพวกเขา พระองค์ผู้เป็นมุนี
ทรงฉลาดในข้ออุปมา คือทรงมีความชำนาญในอุปมาอุปไมย ทรงทราบจิต
คือทรงทราบการเที่ยวไปแห่งจิตของสัตว์ทั้งปวง ตรัสปัญหาเดียวเท่านั้น
ก็ตัดความเคลือบแคลงสงสัยของสัตว์ทั้งหลายผู้นั่งอยู่ในห้องแห่งจักรวาล
ทั้งสิ้นเสียได้ คือทรงกระทำให้หมดความสงสัย โดยการตรัสปัญหาเดียว
เท่านั้น.
บทว่า อุปทิสสทิเสเหว นี้ มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า อุปทิสะ
เพราะเขาเห็นกัน คือเป็นของปรากฏอยู่บนน้ำ ได้แก่พวกจอกแหน.
ผู้เช่นกับพวกจอกแหน ชื่อว่า อุปทิสสทิสา ได้แก่ พวกมนุษย์. เหมือน